เมื่อเรานึกถึงคำว่า Technology เชื่อได้เลยว่า สิ่งที่เราจะนึกถึง ในลำดับแรกๆ ก็คือคอมพิวเตอร์ ที่ดูเหมือน จะเป็นตัวแทน ซึ่งกันและกัน บางคน อาจจะคิดว่า คอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องไกลตัว แต่เราเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ที่จะสัมผัส และทำความคุ้นเคยกับมัน คำว่าคอมพิวเตอร์นั้น มีความหมาย ที่กว้างขวางมาก ดังนั้น เพื่อให้เราทำความเข้าใจ ได้ตรงกันมากขึ้น เราจึงขอพุ่งเป้ามาที่ Personal Computer หรือ PC เพื่ออธิบายให้คุณ รู้จักการทำงานของมัน
ภายใน PC นั้น จะประกอบไปด้วยชิ้นส่วนต่างๆมากมาย ที่ถูกประกอบขึ้นมา โดยมี microprocessor เป็นศูนย์กลางในการทำงาน ชิ้นส่วนต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมา นอกจาก microprocessor แล้ว ยังมีตั้งแต่ หน่วยความจำ, ฮาร์ดดิสก์, โมเด็ม ฯลฯ ซึ่งต่างก็ประสาน การทำงานร่วมกัน และเรากล่าวได้ว่า เจ้าเครื่อง PC นี้ ถือเป็นเครื่องอเนกประสงค์ ก็ว่าได้ เพราะมันสามารถ ตอบสนอง ความต้องการของคุณ ได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ การทำงานพื้นฐาน อย่างการพิมพ์งาน, ตาราง ทำบัญชี รวมไปถึง การสื่อสาร ผ่าน email, chat หรือเล่นอินเตอร์เน็ต ซึ่งด้วย บทความนี้ จะช่วยให้คุณ เข้าใจพื้นฐานการทำงานของมัน และเรียนรู้ได้มากขึ้นว่า ส่วนประกอบทั้งหลายนั้น ประสานการทำงานร่วมกัน ได้อย่างไร
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
หลักการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราควรรู้
วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552
สำหรับแม่น้อยกว่านี้ได้ยังไง!
แม่ เป็นผู้ให้กำเนิดเรา
แม่ เป็นผู้เลี้ยงดูเรา
แม่ เป็นคนที่รักเราที่สุด
แม่ เป็นที่ปรึกษาของเรา
แม่ ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อเรา
เราจงอย่าลืมพระคุณของแม่ จงทำดีเพื่อแม่ของเรา
ขอฝากทุกๆ คนนะว่าอยากให้ลูกๆ เห็นความสำคัญของแม่ในทุกๆ วัน เพราะว่าคุณแม่รักเรามากอยู่แล้ว เราเชื่อว่าทุกคนรักคุณแม่อยู่แล้ว แต่บางทีสิ่งเหล่านี้มันก็ต้องการการแสดงออกหรือบอกกล่าวกันออกไปว่า เรารักท่านมากแค่ไหน เพื่อยืนยันให้ท่านมีความสุขมากๆ นะ มันก็เป็นบุญเป็นกุศลเหมือนกันนะ เป็นเรื่องที่ดีในชีวิต สุดท้ายแล้วเราก็จะรู้ว่าเมื่อเราโตขึ้นมาได้จนทุกวันนี้คนที่รักคุณมากที่สุดก็คือ คุณแม่ อาจจะไม่ใช่เพื่อนของคุณที่คุณคิดว่ายอมตายเพื่อคุณได้ แต่คือคนที่จะเป็นแบบนั้นได้จริงๆ ก็คือคนที่อยู่ในครอบครัวของเราเอง ก็คือคุณพ่อและคุณแม่
แม่ เป็นผู้เลี้ยงดูเรา
แม่ เป็นคนที่รักเราที่สุด
แม่ เป็นที่ปรึกษาของเรา
แม่ ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อเรา
เราจงอย่าลืมพระคุณของแม่ จงทำดีเพื่อแม่ของเรา
ขอฝากทุกๆ คนนะว่าอยากให้ลูกๆ เห็นความสำคัญของแม่ในทุกๆ วัน เพราะว่าคุณแม่รักเรามากอยู่แล้ว เราเชื่อว่าทุกคนรักคุณแม่อยู่แล้ว แต่บางทีสิ่งเหล่านี้มันก็ต้องการการแสดงออกหรือบอกกล่าวกันออกไปว่า เรารักท่านมากแค่ไหน เพื่อยืนยันให้ท่านมีความสุขมากๆ นะ มันก็เป็นบุญเป็นกุศลเหมือนกันนะ เป็นเรื่องที่ดีในชีวิต สุดท้ายแล้วเราก็จะรู้ว่าเมื่อเราโตขึ้นมาได้จนทุกวันนี้คนที่รักคุณมากที่สุดก็คือ คุณแม่ อาจจะไม่ใช่เพื่อนของคุณที่คุณคิดว่ายอมตายเพื่อคุณได้ แต่คือคนที่จะเป็นแบบนั้นได้จริงๆ ก็คือคนที่อยู่ในครอบครัวของเราเอง ก็คือคุณพ่อและคุณแม่
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
ติวเข้ม เข้า นายร้อยตำรวจหญิง เข้าค่าย 3 - 23 ตุลาคม 2552

เปิดรับสมัครแล้วคอร์ส ตุลา แล้ว จองที่นั่งด่วน ช้าเต็ม!! สอบติดจริง รับจำนวนจำกัด เพื่อการดูแลและติวเข้มน้องๆอย่างทั่วถึง ต้องเรียนที่ S.R. Cadet ติวเข้มโดยอาจารย์พิเศษจากโรงเรียนเตรียมทหาร
ติวเข้ม เข้า นายร้อยตำรวจหญิง เข้าค่าย 3 - 23 ตุลาคม 2552 สอนโดยอาจารย์จากโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อย
พิเศษ ฝึกพละตอนเย็นๆ หรือออกกำลังกาย โดยพี่ๆ นายร้อยตำรวจหญิง - ตะลุยโจทย์ทุกวิชา(ข้อสอบเก่า) และแนงข้อสอบที่ใช้สอบ ระดับเนื้อหาไม่เกิน ม6 - ดูแล ให้คำปรึกษา ตลอด 24 ชั่วโมงโดยพี่เตรียมทหารและพี่นักเรียนนายร้อยอย่างใกล้ชิด - สถานที่เรียน ที่พัก สะดวก สบาย มีการสอนว่ายน้ำเพื่อทดสอบว่ายน้ำ - ติวหลังเลิกเรียนในเวลาเย็นถึงค่ำโดยพี่ๆ และคณาจารย์ - มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในสถานที่พักตลอด 24 ชั่วโมง - บริการอาหารครบ 3 มื้อ และเพิ่มอาหารว่าง 1 มื้อ - แจกเอกสารการเรียน เพื่อติวเข้มเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ครบทุกวิชา พร้อมแนวข้อสอบที่ใช้สอบได้จริง - แจกชุดพลศึกษาของสถาบัน- แจกใบสมัคร พาไปสมัครสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ในส่วนของ นายร้อยตำรวจหญิง - ตรวจสุขภาพทั่วไป และตรวจสุขภาพฟัน ฟรี นักเรียนที่จะสมัครสอบนายร้อยตำรวจหญิง ต้องมีอายุระหว่าง 17-21 ปี
เปิดรับสมัครแล้วคอร์ส ตุลา แล้ว จองที่นั่งด่วน ช้าเต็ม!! สอบติดจริง รับจำนวนจำกัด เพื่อการดูแลและติวเข้มน้องๆอย่างทั่วถึง ต้องเรียนที่ S.R. Cadet ติวเข้มโดยอาจารย์พิเศษจากโรงเรียนเตรียมทหาร คุณสมบัติของนักเรียนที่จะสอบเข้าไปเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง
1. ข้าราชการตำรวจคือ บุคคลที่เป็นข้าราชการตำรวจ หญิง อยู่แล้ว อายุ ไม่เกิน 25 ปี รับ 10 อัตรา อาทิ ตำรวจพลร่มหญิงชั้นประทวน ก็มาสอบได้ แต่อายุห้ามเกิน 25 ปี และเป็นข้าราชการตำรวจมาแล้ว 1 ปี
2. นรต.หญิงบุคคลภายนอก (จบ.ม.6 )
-เกณฑ์สำคัญ ต้องอายุ เกิน 16 ปี แต่ไม่เกิน 21 ปี -จบ ม.6หรือเทียบเท่า -สูง 160 ซม. ขึ้นไป-สายตาไม่สั้น เกินกว่ากำหนด ประมาณ 50-100 -เรียน รด.มา มีคะแนนเพิ่ม รอบ 2 แต่ไม่มีผลสำหรับรอบแรก
วิชาที่ใช้สอบ คณิต เนื้อหา ม. 4 5 6 คะแนนเต็ม 200 คะแนน วิทยฯเนื้อหา ม. 4 5 6 ( ฟิสิก + เคมี) 200 คะแนน ภาษาไทย ม.ปลาย 200 คะแนน ภาษาอังกฤษ ม.ปลาย 200 คะแนน
สอบรอบสอง
ตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพที่ รพ.ตำรวจ สอบประวัติ สอบประวัติ ที่สถานีตำรวจ ที่บ้านเกิด
สอบพละศึกษา ว่ายน้ำ 50 เมตร วิ่ง 1000 เมตร
สอบสัมภาษและวัดขนาดร่างกาย พิจารณา ปฏิภาณไหวพริบ เพื่อคัดเลือก บุคคล ว่าเหมาะสมจะเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรหรือไม่จองที่นั่งด่วน โทร 089-4140120
ผลงาน S.R.Cadet ปี 2551
เหล่า ตร.
37 นาย
เหล่า ทบ.
32 นาย
เหล่า ทอ.
26 นาย
เหล่า ทร.
31 นาย
ปีหน้า คุณอาจเป็นหนึ่ง ในความภูมิใจของเรา
ติวเข้ม เข้า นายร้อยตำรวจหญิง เข้าค่าย 3 - 23 ตุลาคม 2552 สอนโดยอาจารย์จากโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อย
พิเศษ ฝึกพละตอนเย็นๆ หรือออกกำลังกาย โดยพี่ๆ นายร้อยตำรวจหญิง - ตะลุยโจทย์ทุกวิชา(ข้อสอบเก่า) และแนงข้อสอบที่ใช้สอบ ระดับเนื้อหาไม่เกิน ม6 - ดูแล ให้คำปรึกษา ตลอด 24 ชั่วโมงโดยพี่เตรียมทหารและพี่นักเรียนนายร้อยอย่างใกล้ชิด - สถานที่เรียน ที่พัก สะดวก สบาย มีการสอนว่ายน้ำเพื่อทดสอบว่ายน้ำ - ติวหลังเลิกเรียนในเวลาเย็นถึงค่ำโดยพี่ๆ และคณาจารย์ - มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในสถานที่พักตลอด 24 ชั่วโมง - บริการอาหารครบ 3 มื้อ และเพิ่มอาหารว่าง 1 มื้อ - แจกเอกสารการเรียน เพื่อติวเข้มเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ครบทุกวิชา พร้อมแนวข้อสอบที่ใช้สอบได้จริง - แจกชุดพลศึกษาของสถาบัน- แจกใบสมัคร พาไปสมัครสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ในส่วนของ นายร้อยตำรวจหญิง - ตรวจสุขภาพทั่วไป และตรวจสุขภาพฟัน ฟรี นักเรียนที่จะสมัครสอบนายร้อยตำรวจหญิง ต้องมีอายุระหว่าง 17-21 ปี
เปิดรับสมัครแล้วคอร์ส ตุลา แล้ว จองที่นั่งด่วน ช้าเต็ม!! สอบติดจริง รับจำนวนจำกัด เพื่อการดูแลและติวเข้มน้องๆอย่างทั่วถึง ต้องเรียนที่ S.R. Cadet ติวเข้มโดยอาจารย์พิเศษจากโรงเรียนเตรียมทหาร คุณสมบัติของนักเรียนที่จะสอบเข้าไปเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง
1. ข้าราชการตำรวจคือ บุคคลที่เป็นข้าราชการตำรวจ หญิง อยู่แล้ว อายุ ไม่เกิน 25 ปี รับ 10 อัตรา อาทิ ตำรวจพลร่มหญิงชั้นประทวน ก็มาสอบได้ แต่อายุห้ามเกิน 25 ปี และเป็นข้าราชการตำรวจมาแล้ว 1 ปี
2. นรต.หญิงบุคคลภายนอก (จบ.ม.6 )
-เกณฑ์สำคัญ ต้องอายุ เกิน 16 ปี แต่ไม่เกิน 21 ปี -จบ ม.6หรือเทียบเท่า -สูง 160 ซม. ขึ้นไป-สายตาไม่สั้น เกินกว่ากำหนด ประมาณ 50-100 -เรียน รด.มา มีคะแนนเพิ่ม รอบ 2 แต่ไม่มีผลสำหรับรอบแรก
วิชาที่ใช้สอบ คณิต เนื้อหา ม. 4 5 6 คะแนนเต็ม 200 คะแนน วิทยฯเนื้อหา ม. 4 5 6 ( ฟิสิก + เคมี) 200 คะแนน ภาษาไทย ม.ปลาย 200 คะแนน ภาษาอังกฤษ ม.ปลาย 200 คะแนน
สอบรอบสอง
ตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพที่ รพ.ตำรวจ สอบประวัติ สอบประวัติ ที่สถานีตำรวจ ที่บ้านเกิด
สอบพละศึกษา ว่ายน้ำ 50 เมตร วิ่ง 1000 เมตร
สอบสัมภาษและวัดขนาดร่างกาย พิจารณา ปฏิภาณไหวพริบ เพื่อคัดเลือก บุคคล ว่าเหมาะสมจะเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรหรือไม่จองที่นั่งด่วน โทร 089-4140120
ผลงาน S.R.Cadet ปี 2551
เหล่า ตร.
37 นาย
เหล่า ทบ.
32 นาย
เหล่า ทอ.
26 นาย
เหล่า ทร.
31 นาย
ปีหน้า คุณอาจเป็นหนึ่ง ในความภูมิใจของเรา
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552
อย่างนี้แหละครูยุคปฏิรูป
รักและเข้าใจเด็ก คือคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของคนเป็นครู นอกจากความรักและเอาใจใส่แล้ว ครูยังต้องมีความเมตตาและปรารถนาดีต่อเด็กด้วย
ศรัทธาในวิชาชีพ ครูมีหน้าที่พัฒนาเด็กให้เติบโตอย่างมีคุรภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต อาชีพครูจึงเป็นงานที่มีเกียรติและน่าภาคภูมิใจยิ่ง
ยอมรับความแตกต่างของผู้เรียน ครูเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป โดยครูเป็นผู้ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเด็กในด้านนั้น ๆ ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นหัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้คนไทยมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (เก่ง ดี มีความสุข) ครูจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีสอนของตนให้สอดคล้องกับแนวการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
พัฒนาตนเองเสมอ ความรู้ต่าง ๆ เทคโนโลยี ตลอดจนนวัตกรรมด้านการศึกษาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากครูหยุดนิ่งอยู่กับที่ จะกลายเป็นครูตกยุคในที่สุด
ทุ่มเทและรับผิดชอบสูง ครูจะประสบความสำเร็จในอาชีพได้ ต้องทุ่มเทตนเองและอุทิศเวลาให้แก่งานในหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ
ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ยึดมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพครู วางตนเหมาะสม เป็นที่ยอมรับและน่าศรัทธาของสังคม
รู้จักวิเคราะห์หลักสูตร สามารถนำหลักสูตรการเรียนรู้มาประยุกต์เข้ากับสภาพแวดล้อมในชีวิตจริงของผู้เรียน และเชื่อมโยงกับสภาวะของสังคมโลกที่อยู่ไกลตัวออกไป
เป็นนักประสาน ในอนาคต ครอบครัว ชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนสถาบันอื่น ๆ จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการศึกษามากขึ้น ครูจึงต้องรู้จักร่วมมือกับองค์กรเหล่านั้นอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการศึกษา
ศรัทธาในวิชาชีพ ครูมีหน้าที่พัฒนาเด็กให้เติบโตอย่างมีคุรภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต อาชีพครูจึงเป็นงานที่มีเกียรติและน่าภาคภูมิใจยิ่ง
ยอมรับความแตกต่างของผู้เรียน ครูเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป โดยครูเป็นผู้ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเด็กในด้านนั้น ๆ ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นหัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้คนไทยมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (เก่ง ดี มีความสุข) ครูจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีสอนของตนให้สอดคล้องกับแนวการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
พัฒนาตนเองเสมอ ความรู้ต่าง ๆ เทคโนโลยี ตลอดจนนวัตกรรมด้านการศึกษาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากครูหยุดนิ่งอยู่กับที่ จะกลายเป็นครูตกยุคในที่สุด
ทุ่มเทและรับผิดชอบสูง ครูจะประสบความสำเร็จในอาชีพได้ ต้องทุ่มเทตนเองและอุทิศเวลาให้แก่งานในหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ
ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ยึดมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพครู วางตนเหมาะสม เป็นที่ยอมรับและน่าศรัทธาของสังคม
รู้จักวิเคราะห์หลักสูตร สามารถนำหลักสูตรการเรียนรู้มาประยุกต์เข้ากับสภาพแวดล้อมในชีวิตจริงของผู้เรียน และเชื่อมโยงกับสภาวะของสังคมโลกที่อยู่ไกลตัวออกไป
เป็นนักประสาน ในอนาคต ครอบครัว ชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนสถาบันอื่น ๆ จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการศึกษามากขึ้น ครูจึงต้องรู้จักร่วมมือกับองค์กรเหล่านั้นอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการศึกษา
พิธีฝังคนทั้งเป็นในหลุมหลักเมือง

เมื่อละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งนำเหตุการณ์เกี่ยวกับการยกเสาหลักเมืองหรือประตูเมืองว่ามีการฝังคนทั้งเป็นออกเผยแพร่ ทำให้คนสงสัยว่าการกระทำดังกล่าวมีจริงหรือไม่ และในฉากนั้นมีพระสงฆ์นั่งทำพิธีอยู่ด้วยดูไม่เป็นการสมควร เท่ากับนำพระเจ้าไปรู้เห็นเป็นใจกับการฆ่าคน จึงเกิดความสงสัยถามไถ่กันขึ้น บางคนก็ว่าเคยได้ยินได้ฟังมาอย่างนั้น ทำท่าจะเชื่อ แต่บางคนก็สงสัยว่าได้หลักฐานมาจากตำราใด และเชื่อได้หรือไม่
ความเชื่อเรื่องฝังคนทั้งเป็นนี้เข้าใจว่าจะมีการบอกเล่าสืบต่อกันมา เป็นการเชื่อแบบชาวบ้านโดยที่ไม่มีหลักฐานไตร่ตรองจนถึงกับนำมาเขียนเป็นประวัติศาสตร์ก็มี เท่าที่พบมีอยู่แห่งหนึ่งคือการฝังหลักเมืองของเมืองถลาง ในหนังสือ "ประวัติจังหวัดภูเก็ตฉบับฉลอง 25 พุทธศตวรรษ" เมื่อพ.ศ.2500 ได้กล่าวถึงการฝังหลักเมืองไว้ตอนหนึ่งว่า
"เมื่อท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทรได้ถึงอสัญกรรมแล้ว พระยาถลาง (ทองพูน) ได้เป็นเจ้าเมืองถลาง ได้จัดหาสถานที่เพื่อสร้างเมืองใหม่ขึ้น และได้ตกลงให้สร้างเมืองใหม่ขึ้น ที่ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลางในปัจจุบันนี้ โดยเรียกว่า "บ้านเมืองใหม่" เมื่อจัดหาที่ได้แล้ว จึงได้ประกอบพิธีกรรมขึ้นเพื่อฝังหลักเมืองโดยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์รวม 32 รูป เจริญพระพุทธมนต์อยู่ 7 วัน 7 คืน แล้วจึงให้อำเภอทนายป่าวร้องหาตัวผู้ที่จะเป็นแม่หลักเมือง (ผู้ที่จะเป็นแม่หลักเมืองได้ต้องเป็นคนที่เรียกกันว่า สี่หูสี่ตา คือกำลังมีครรภ์นั่นเอง) การป่าวร้องหาตัวแม่หลักเมืองนี้ได้ประกาศป่าวร้องไปเรื่อย ๆ ไปตลอดทุกหมู่บ้านว่า โอ้เจ้ามั่น โอ้เจ้าคง อยู่ที่ไหนมาไปประจำที่ ในที่สุดจึงไปได้ผู้หญิงชื่อนางนาคท้องแก่ประมาณ 8 เดือนแล้ว นางนาคได้ขานตอบขึ้น 3 ครั้ง แล้วได้เดินตามผู้ประกาศไป ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำแล้ว เมื่อไปถึงหลุมที่จะฝังหลักเมือง นางนาคก็กระโดดลงไปในหลุมนั้นทันที ฝากหลุมก็เลื่อนปิด เจ้าพนักงานก็กลบหลุมฝังหลักเมืองเป็นอันเสร็จพิธีการฝังหลักเมือง
ตามเรื่องข้างต้นนี้ไม่มีในพงศาวดาร คนเขียนขึ้นตามที่เคยฝังเขาเล่ากัน หรือจับเอาเรื่อง "ราชาธิราช" เมื่อพระเจ้าฟ้ารั่วสร้างปราสาทมาเป็นพิธีฝังหลักเมืองดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า
"ครั้นวันฤกษ์พร้อมกันคอยหาฤกษ์แล้วนิมิตกึ่งฤกษ์เวลากลางวัน พอหญิงมีครรภ์คนหนึ่งเดินมาริมหลุม คนทั้งปวงพร้อมกันว่าได้ฤกษ์ แล้วก็ผลักหญิงนั้นลงในหลุม จึงยกเสาปราสาทนั้นลงหลุม"
บางทีจะเป็นเรื่องนี้เองก็ได้ ที่คนเอาไปโจษขานเล่าลือกัน แล้วเลยหลงเข้าใจผิดไปว่า การฝังหลักเมืองหรือประตูเมืองนั้นต้องฝังคนท้องทั้งเป็นหรือคนที่มีชื่อว่า อิน จัน มั่น คง จนพวกฝรั่งฟังไม่ได้ศัพท์จึงเอาไปเขียนอธิบายกันยืดยาว และที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือ หนังสือประวัติจังหวัดภูเก็ตเล่มดังกล่าวได้ตีพิมพ์เรื่องตอนนี้ไปได้อย่างไร คนอ่านไม่ได้คิดก็จำเรื่องผิด ๆ ไป
ตามตำราพระราชพิธีฝังหลุมพระนคร หรือที่เรียกอีกอยางหนึ่งว่า "ตำราพระราชพิธีนครฐาน" ฉบับโบราณก็มีอยู่หลายฉบับ ได้พรรณนาพิธีการตั้งแต่ต้นจนสุดท้ายอย่างละเอียดพิสดาร ก็ไม่มีตอนใดกล่าวถึงคนชื่อ อิน จัน มั่น คง หรือคนมีท้อง มีแต่ให้เอาดินจากทิศทั้ง 4 มาปั้นเท่าผลมะตูม สมมติว่าเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีคนถือก้อนดินคนละก้อนยืนปากหลุมทั้ง 4 ทิศ เมื่อทำพิธีมีโหรผู้ใหญ่ถามถึงก้อนดินแต่ละก้อนนั้นมีคุณสมบัติประการใด ผู้ที่ถือก้อนดินก็ตอบไปตามลำดับ คือธาตดินมีพระคุณจะทรงไว้ซึ่งอายุพระนครให้บริบูรณ์ด้วยคามนิคมเป็นที่ประชุมประชาชนพลพาหนะตั้งแต่ประถมตามเท่าอวสาน, คนถือธาตุน้ำตอบว่า มีพระคุณให้สมเด็จบรมกษัตริย์แลเสนาอำมาตย์ราษฎรทั้งหลายเจริญอายุวรรณะสุขะพละสิริสวัสดิมงคลทั้งปวง, คนที่ถือธาตุไฟตอบว่า มีพระคุณให้โยธาทหารทั้งปวงแกล้วกล้า มีตบะเดชะแก่หมู่ข้าศึก, คนที่ถือธาติลมตอบว่า มีพระคุณให้เจริญสมบัติธนธัญญาหารกสิกรรมวาณิชกรรมต่าง ๆ เมื่อกล่าวตอบครบแล้วก็ทิ้งก้อนดินนั้นลงในหลุมแล้วเชิญแผ่นศิลายันต์ลงในหลุม และเชิญหลักตั้งบนแผ่นศิลานั้น อัญเชิญเทวดาเข้าประจำรักษาหลักพระนคร
พิธีสำคัญก็มีเพียงเท่านี้ ไม่มีการฝังคนทั้งเป็นแต่อย่างไรเลย
โรคติดเน็ตคุณเป็นหรือเปล่า
อินเตอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น คือมีทั้งข้อดีและข้อเสีย นอกเหนือไปจากเรื่องไม่ดีไม่งามต่าง ๆ ที่หลั่งไหลมากับสื่อชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพลามกอนาจาร ไวรัส การพนัน หรืออะไรร้าย ๆ ทำนองนี้แล้ว แม้แต่คนเล่นเว็บที่เลือกชมแต่สิ่งดี ๆ ก็อาจจะมีปัญหาได้เหมือนกัน
เนื่องจากในสังคมอเมริกันมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และนับวันก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น เขาจึงเกิดความเป็นห่วงกันว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อสภาพจิตใจคนบ้างหรือเปล่า ดังนั้นนาย David Greenfield นักวิจัยและนักจิตบำบัด จึงได้ร่วมกับสำนักข่าว ABC News ทำการสำรวจความรู้สึกและสภาพจิตใจของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากถึง 17,251 ราย ผ่านทางเว็บไซท์ www.abcnews.com ซึ่งถือเป็นการศึกษากลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำกันมา และได้นำเสนอผลงาน ครั้งนี้ในที่ประชุมประจำปีของสมาคมจิตเวชอเมริกัน (American Psychological Association) เมื่อเดือนสิงหาคม (2542) ที่ผ่านมานี้เอง
ผลการศึกษาครั้งนี้ดูเหมือนจะสนับสนุนแนวความคิดที่กำลังเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่า ความอยากใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไม่อาจหักห้ามใจตัวเอง หรือเราอาจเรียกว่า "โรคติดเน็ต" นั้น เป็นปัญหาทางจิตอย่างหนึ่ง และเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง
แบบสอบถามที่ใช้ในการสำรวจครั้งนี้ Greenfield ปรับปรุงมาจากแบบสอบถามที่ใช้กับผู้ติดการพนัน ซึ่งถ้าผู้ถูกสำรวจตอบ "ใช่" มากกว่า 5 ข้อจากเกณฑ์ 10 ข้อ ก็จะถูกประเมินว่ามีอาการติดอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่ามีผู้อยู่ในเกณฑ์นี้ 990 รายจากผู้ตอบทั้งหมด หรือ ประมาณ 5.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าคิดว่าประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกมีประมาณ 200 ล้านราย ก็หมายความว่าอาจจะมีผู้ติดเน็ตถึง 11.4 ล้านคนทีเดียว
Greenfield กล่าวว่า "ในฐานะนักบำบัด ผมพบผู้ป่วยทั้งประเภทที่ครอบครัวแตกแยก, เด็ก ๆ มีปัญหา, พวกที่ ทำผิดกฏหมาย และ พวกที่กำลังใช้เงินมากเกินไป
อย่างไรก็ดีจำนวน 5.7 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหานั้น ก็จัดว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ที่คิดว่ามีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการสำรวจของนักเรียนระดับวิทยาลัย นอกจากนี้การสำรวจยังทำผ่านเว็บไซท์เพียงแห่งเดียว และแบบสอบถาม ยังอยู่ติดกับหัวข้อข่าวเรื่องการติดอินเทอร์เน็ตด้วย ดังนั้นผู้ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จึงอาจมีแนวโน้มของอาการนี้อยู่แล้วก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผลสำรวจเบี่ยงเบนไปบ้าง
สำหรับผลสรุปอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากการสำรวจครั้งนี้ก็เช่น
1 ใน 4 บองนักเล่นเว็บยอมรับว่าใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อบรรเทาความรู้สึกตกต่ำ, สิ้นหวัง, สำนึกผิด และความกลุ้มใจ
1 ใน 7 ยอมรับว่ามีความรู้สึกหมกมุ่นถึงอินเตอร์เน็ตระหว่างที่ไม่ได้เล่น
1 ใน 7 เช่นกัน บอกว่าเคยพยายามจำกัดการใช้ แต่ล้มเหลว
1 ใน 14 มีความรู้สึกกระวนกระวายและหงุดหงิดเมื่อพยายามจะลดการเล่น
1 ใน 25 ตอบว่าตนสูญเสียงาน โอกาสทางวิชาชีพ หรือความสัมพันธ์ที่สำคัญเพราะนิสัยการเล่นอินเตอร์
เนื่องจากในสังคมอเมริกันมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และนับวันก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น เขาจึงเกิดความเป็นห่วงกันว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อสภาพจิตใจคนบ้างหรือเปล่า ดังนั้นนาย David Greenfield นักวิจัยและนักจิตบำบัด จึงได้ร่วมกับสำนักข่าว ABC News ทำการสำรวจความรู้สึกและสภาพจิตใจของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากถึง 17,251 ราย ผ่านทางเว็บไซท์ www.abcnews.com ซึ่งถือเป็นการศึกษากลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำกันมา และได้นำเสนอผลงาน ครั้งนี้ในที่ประชุมประจำปีของสมาคมจิตเวชอเมริกัน (American Psychological Association) เมื่อเดือนสิงหาคม (2542) ที่ผ่านมานี้เอง
ผลการศึกษาครั้งนี้ดูเหมือนจะสนับสนุนแนวความคิดที่กำลังเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่า ความอยากใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไม่อาจหักห้ามใจตัวเอง หรือเราอาจเรียกว่า "โรคติดเน็ต" นั้น เป็นปัญหาทางจิตอย่างหนึ่ง และเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง
แบบสอบถามที่ใช้ในการสำรวจครั้งนี้ Greenfield ปรับปรุงมาจากแบบสอบถามที่ใช้กับผู้ติดการพนัน ซึ่งถ้าผู้ถูกสำรวจตอบ "ใช่" มากกว่า 5 ข้อจากเกณฑ์ 10 ข้อ ก็จะถูกประเมินว่ามีอาการติดอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่ามีผู้อยู่ในเกณฑ์นี้ 990 รายจากผู้ตอบทั้งหมด หรือ ประมาณ 5.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าคิดว่าประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกมีประมาณ 200 ล้านราย ก็หมายความว่าอาจจะมีผู้ติดเน็ตถึง 11.4 ล้านคนทีเดียว
Greenfield กล่าวว่า "ในฐานะนักบำบัด ผมพบผู้ป่วยทั้งประเภทที่ครอบครัวแตกแยก, เด็ก ๆ มีปัญหา, พวกที่ ทำผิดกฏหมาย และ พวกที่กำลังใช้เงินมากเกินไป
อย่างไรก็ดีจำนวน 5.7 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหานั้น ก็จัดว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ที่คิดว่ามีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการสำรวจของนักเรียนระดับวิทยาลัย นอกจากนี้การสำรวจยังทำผ่านเว็บไซท์เพียงแห่งเดียว และแบบสอบถาม ยังอยู่ติดกับหัวข้อข่าวเรื่องการติดอินเทอร์เน็ตด้วย ดังนั้นผู้ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จึงอาจมีแนวโน้มของอาการนี้อยู่แล้วก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผลสำรวจเบี่ยงเบนไปบ้าง
สำหรับผลสรุปอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากการสำรวจครั้งนี้ก็เช่น
1 ใน 4 บองนักเล่นเว็บยอมรับว่าใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อบรรเทาความรู้สึกตกต่ำ, สิ้นหวัง, สำนึกผิด และความกลุ้มใจ
1 ใน 7 ยอมรับว่ามีความรู้สึกหมกมุ่นถึงอินเตอร์เน็ตระหว่างที่ไม่ได้เล่น
1 ใน 7 เช่นกัน บอกว่าเคยพยายามจำกัดการใช้ แต่ล้มเหลว
1 ใน 14 มีความรู้สึกกระวนกระวายและหงุดหงิดเมื่อพยายามจะลดการเล่น
1 ใน 25 ตอบว่าตนสูญเสียงาน โอกาสทางวิชาชีพ หรือความสัมพันธ์ที่สำคัญเพราะนิสัยการเล่นอินเตอร์
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
