แม่ เป็นผู้ให้กำเนิดเรา
แม่ เป็นผู้เลี้ยงดูเรา
แม่ เป็นคนที่รักเราที่สุด
แม่ เป็นที่ปรึกษาของเรา
แม่ ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อเรา
เราจงอย่าลืมพระคุณของแม่ จงทำดีเพื่อแม่ของเรา
ขอฝากทุกๆ คนนะว่าอยากให้ลูกๆ เห็นความสำคัญของแม่ในทุกๆ วัน เพราะว่าคุณแม่รักเรามากอยู่แล้ว เราเชื่อว่าทุกคนรักคุณแม่อยู่แล้ว แต่บางทีสิ่งเหล่านี้มันก็ต้องการการแสดงออกหรือบอกกล่าวกันออกไปว่า เรารักท่านมากแค่ไหน เพื่อยืนยันให้ท่านมีความสุขมากๆ นะ มันก็เป็นบุญเป็นกุศลเหมือนกันนะ เป็นเรื่องที่ดีในชีวิต สุดท้ายแล้วเราก็จะรู้ว่าเมื่อเราโตขึ้นมาได้จนทุกวันนี้คนที่รักคุณมากที่สุดก็คือ คุณแม่ อาจจะไม่ใช่เพื่อนของคุณที่คุณคิดว่ายอมตายเพื่อคุณได้ แต่คือคนที่จะเป็นแบบนั้นได้จริงๆ ก็คือคนที่อยู่ในครอบครัวของเราเอง ก็คือคุณพ่อและคุณแม่
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552
ติวเข้ม เข้า นายร้อยตำรวจหญิง เข้าค่าย 3 - 23 ตุลาคม 2552

เปิดรับสมัครแล้วคอร์ส ตุลา แล้ว จองที่นั่งด่วน ช้าเต็ม!! สอบติดจริง รับจำนวนจำกัด เพื่อการดูแลและติวเข้มน้องๆอย่างทั่วถึง ต้องเรียนที่ S.R. Cadet ติวเข้มโดยอาจารย์พิเศษจากโรงเรียนเตรียมทหาร
ติวเข้ม เข้า นายร้อยตำรวจหญิง เข้าค่าย 3 - 23 ตุลาคม 2552 สอนโดยอาจารย์จากโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อย
พิเศษ ฝึกพละตอนเย็นๆ หรือออกกำลังกาย โดยพี่ๆ นายร้อยตำรวจหญิง - ตะลุยโจทย์ทุกวิชา(ข้อสอบเก่า) และแนงข้อสอบที่ใช้สอบ ระดับเนื้อหาไม่เกิน ม6 - ดูแล ให้คำปรึกษา ตลอด 24 ชั่วโมงโดยพี่เตรียมทหารและพี่นักเรียนนายร้อยอย่างใกล้ชิด - สถานที่เรียน ที่พัก สะดวก สบาย มีการสอนว่ายน้ำเพื่อทดสอบว่ายน้ำ - ติวหลังเลิกเรียนในเวลาเย็นถึงค่ำโดยพี่ๆ และคณาจารย์ - มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในสถานที่พักตลอด 24 ชั่วโมง - บริการอาหารครบ 3 มื้อ และเพิ่มอาหารว่าง 1 มื้อ - แจกเอกสารการเรียน เพื่อติวเข้มเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ครบทุกวิชา พร้อมแนวข้อสอบที่ใช้สอบได้จริง - แจกชุดพลศึกษาของสถาบัน- แจกใบสมัคร พาไปสมัครสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ในส่วนของ นายร้อยตำรวจหญิง - ตรวจสุขภาพทั่วไป และตรวจสุขภาพฟัน ฟรี นักเรียนที่จะสมัครสอบนายร้อยตำรวจหญิง ต้องมีอายุระหว่าง 17-21 ปี
เปิดรับสมัครแล้วคอร์ส ตุลา แล้ว จองที่นั่งด่วน ช้าเต็ม!! สอบติดจริง รับจำนวนจำกัด เพื่อการดูแลและติวเข้มน้องๆอย่างทั่วถึง ต้องเรียนที่ S.R. Cadet ติวเข้มโดยอาจารย์พิเศษจากโรงเรียนเตรียมทหาร คุณสมบัติของนักเรียนที่จะสอบเข้าไปเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง
1. ข้าราชการตำรวจคือ บุคคลที่เป็นข้าราชการตำรวจ หญิง อยู่แล้ว อายุ ไม่เกิน 25 ปี รับ 10 อัตรา อาทิ ตำรวจพลร่มหญิงชั้นประทวน ก็มาสอบได้ แต่อายุห้ามเกิน 25 ปี และเป็นข้าราชการตำรวจมาแล้ว 1 ปี
2. นรต.หญิงบุคคลภายนอก (จบ.ม.6 )
-เกณฑ์สำคัญ ต้องอายุ เกิน 16 ปี แต่ไม่เกิน 21 ปี -จบ ม.6หรือเทียบเท่า -สูง 160 ซม. ขึ้นไป-สายตาไม่สั้น เกินกว่ากำหนด ประมาณ 50-100 -เรียน รด.มา มีคะแนนเพิ่ม รอบ 2 แต่ไม่มีผลสำหรับรอบแรก
วิชาที่ใช้สอบ คณิต เนื้อหา ม. 4 5 6 คะแนนเต็ม 200 คะแนน วิทยฯเนื้อหา ม. 4 5 6 ( ฟิสิก + เคมี) 200 คะแนน ภาษาไทย ม.ปลาย 200 คะแนน ภาษาอังกฤษ ม.ปลาย 200 คะแนน
สอบรอบสอง
ตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพที่ รพ.ตำรวจ สอบประวัติ สอบประวัติ ที่สถานีตำรวจ ที่บ้านเกิด
สอบพละศึกษา ว่ายน้ำ 50 เมตร วิ่ง 1000 เมตร
สอบสัมภาษและวัดขนาดร่างกาย พิจารณา ปฏิภาณไหวพริบ เพื่อคัดเลือก บุคคล ว่าเหมาะสมจะเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรหรือไม่จองที่นั่งด่วน โทร 089-4140120
ผลงาน S.R.Cadet ปี 2551
เหล่า ตร.
37 นาย
เหล่า ทบ.
32 นาย
เหล่า ทอ.
26 นาย
เหล่า ทร.
31 นาย
ปีหน้า คุณอาจเป็นหนึ่ง ในความภูมิใจของเรา
ติวเข้ม เข้า นายร้อยตำรวจหญิง เข้าค่าย 3 - 23 ตุลาคม 2552 สอนโดยอาจารย์จากโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อย
พิเศษ ฝึกพละตอนเย็นๆ หรือออกกำลังกาย โดยพี่ๆ นายร้อยตำรวจหญิง - ตะลุยโจทย์ทุกวิชา(ข้อสอบเก่า) และแนงข้อสอบที่ใช้สอบ ระดับเนื้อหาไม่เกิน ม6 - ดูแล ให้คำปรึกษา ตลอด 24 ชั่วโมงโดยพี่เตรียมทหารและพี่นักเรียนนายร้อยอย่างใกล้ชิด - สถานที่เรียน ที่พัก สะดวก สบาย มีการสอนว่ายน้ำเพื่อทดสอบว่ายน้ำ - ติวหลังเลิกเรียนในเวลาเย็นถึงค่ำโดยพี่ๆ และคณาจารย์ - มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในสถานที่พักตลอด 24 ชั่วโมง - บริการอาหารครบ 3 มื้อ และเพิ่มอาหารว่าง 1 มื้อ - แจกเอกสารการเรียน เพื่อติวเข้มเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ครบทุกวิชา พร้อมแนวข้อสอบที่ใช้สอบได้จริง - แจกชุดพลศึกษาของสถาบัน- แจกใบสมัคร พาไปสมัครสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ในส่วนของ นายร้อยตำรวจหญิง - ตรวจสุขภาพทั่วไป และตรวจสุขภาพฟัน ฟรี นักเรียนที่จะสมัครสอบนายร้อยตำรวจหญิง ต้องมีอายุระหว่าง 17-21 ปี
เปิดรับสมัครแล้วคอร์ส ตุลา แล้ว จองที่นั่งด่วน ช้าเต็ม!! สอบติดจริง รับจำนวนจำกัด เพื่อการดูแลและติวเข้มน้องๆอย่างทั่วถึง ต้องเรียนที่ S.R. Cadet ติวเข้มโดยอาจารย์พิเศษจากโรงเรียนเตรียมทหาร คุณสมบัติของนักเรียนที่จะสอบเข้าไปเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง
1. ข้าราชการตำรวจคือ บุคคลที่เป็นข้าราชการตำรวจ หญิง อยู่แล้ว อายุ ไม่เกิน 25 ปี รับ 10 อัตรา อาทิ ตำรวจพลร่มหญิงชั้นประทวน ก็มาสอบได้ แต่อายุห้ามเกิน 25 ปี และเป็นข้าราชการตำรวจมาแล้ว 1 ปี
2. นรต.หญิงบุคคลภายนอก (จบ.ม.6 )
-เกณฑ์สำคัญ ต้องอายุ เกิน 16 ปี แต่ไม่เกิน 21 ปี -จบ ม.6หรือเทียบเท่า -สูง 160 ซม. ขึ้นไป-สายตาไม่สั้น เกินกว่ากำหนด ประมาณ 50-100 -เรียน รด.มา มีคะแนนเพิ่ม รอบ 2 แต่ไม่มีผลสำหรับรอบแรก
วิชาที่ใช้สอบ คณิต เนื้อหา ม. 4 5 6 คะแนนเต็ม 200 คะแนน วิทยฯเนื้อหา ม. 4 5 6 ( ฟิสิก + เคมี) 200 คะแนน ภาษาไทย ม.ปลาย 200 คะแนน ภาษาอังกฤษ ม.ปลาย 200 คะแนน
สอบรอบสอง
ตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพที่ รพ.ตำรวจ สอบประวัติ สอบประวัติ ที่สถานีตำรวจ ที่บ้านเกิด
สอบพละศึกษา ว่ายน้ำ 50 เมตร วิ่ง 1000 เมตร
สอบสัมภาษและวัดขนาดร่างกาย พิจารณา ปฏิภาณไหวพริบ เพื่อคัดเลือก บุคคล ว่าเหมาะสมจะเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรหรือไม่จองที่นั่งด่วน โทร 089-4140120
ผลงาน S.R.Cadet ปี 2551
เหล่า ตร.
37 นาย
เหล่า ทบ.
32 นาย
เหล่า ทอ.
26 นาย
เหล่า ทร.
31 นาย
ปีหน้า คุณอาจเป็นหนึ่ง ในความภูมิใจของเรา
วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552
อย่างนี้แหละครูยุคปฏิรูป
รักและเข้าใจเด็ก คือคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของคนเป็นครู นอกจากความรักและเอาใจใส่แล้ว ครูยังต้องมีความเมตตาและปรารถนาดีต่อเด็กด้วย
ศรัทธาในวิชาชีพ ครูมีหน้าที่พัฒนาเด็กให้เติบโตอย่างมีคุรภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต อาชีพครูจึงเป็นงานที่มีเกียรติและน่าภาคภูมิใจยิ่ง
ยอมรับความแตกต่างของผู้เรียน ครูเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป โดยครูเป็นผู้ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเด็กในด้านนั้น ๆ ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นหัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้คนไทยมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (เก่ง ดี มีความสุข) ครูจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีสอนของตนให้สอดคล้องกับแนวการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
พัฒนาตนเองเสมอ ความรู้ต่าง ๆ เทคโนโลยี ตลอดจนนวัตกรรมด้านการศึกษาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากครูหยุดนิ่งอยู่กับที่ จะกลายเป็นครูตกยุคในที่สุด
ทุ่มเทและรับผิดชอบสูง ครูจะประสบความสำเร็จในอาชีพได้ ต้องทุ่มเทตนเองและอุทิศเวลาให้แก่งานในหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ
ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ยึดมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพครู วางตนเหมาะสม เป็นที่ยอมรับและน่าศรัทธาของสังคม
รู้จักวิเคราะห์หลักสูตร สามารถนำหลักสูตรการเรียนรู้มาประยุกต์เข้ากับสภาพแวดล้อมในชีวิตจริงของผู้เรียน และเชื่อมโยงกับสภาวะของสังคมโลกที่อยู่ไกลตัวออกไป
เป็นนักประสาน ในอนาคต ครอบครัว ชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนสถาบันอื่น ๆ จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการศึกษามากขึ้น ครูจึงต้องรู้จักร่วมมือกับองค์กรเหล่านั้นอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการศึกษา
ศรัทธาในวิชาชีพ ครูมีหน้าที่พัฒนาเด็กให้เติบโตอย่างมีคุรภาพเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต อาชีพครูจึงเป็นงานที่มีเกียรติและน่าภาคภูมิใจยิ่ง
ยอมรับความแตกต่างของผู้เรียน ครูเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป โดยครูเป็นผู้ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเด็กในด้านนั้น ๆ ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นหัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อให้คนไทยมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (เก่ง ดี มีความสุข) ครูจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีสอนของตนให้สอดคล้องกับแนวการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
พัฒนาตนเองเสมอ ความรู้ต่าง ๆ เทคโนโลยี ตลอดจนนวัตกรรมด้านการศึกษาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากครูหยุดนิ่งอยู่กับที่ จะกลายเป็นครูตกยุคในที่สุด
ทุ่มเทและรับผิดชอบสูง ครูจะประสบความสำเร็จในอาชีพได้ ต้องทุ่มเทตนเองและอุทิศเวลาให้แก่งานในหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ
ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ยึดมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพครู วางตนเหมาะสม เป็นที่ยอมรับและน่าศรัทธาของสังคม
รู้จักวิเคราะห์หลักสูตร สามารถนำหลักสูตรการเรียนรู้มาประยุกต์เข้ากับสภาพแวดล้อมในชีวิตจริงของผู้เรียน และเชื่อมโยงกับสภาวะของสังคมโลกที่อยู่ไกลตัวออกไป
เป็นนักประสาน ในอนาคต ครอบครัว ชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนสถาบันอื่น ๆ จะเข้ามามีส่วนร่วมทางการศึกษามากขึ้น ครูจึงต้องรู้จักร่วมมือกับองค์กรเหล่านั้นอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการศึกษา
พิธีฝังคนทั้งเป็นในหลุมหลักเมือง

เมื่อละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งนำเหตุการณ์เกี่ยวกับการยกเสาหลักเมืองหรือประตูเมืองว่ามีการฝังคนทั้งเป็นออกเผยแพร่ ทำให้คนสงสัยว่าการกระทำดังกล่าวมีจริงหรือไม่ และในฉากนั้นมีพระสงฆ์นั่งทำพิธีอยู่ด้วยดูไม่เป็นการสมควร เท่ากับนำพระเจ้าไปรู้เห็นเป็นใจกับการฆ่าคน จึงเกิดความสงสัยถามไถ่กันขึ้น บางคนก็ว่าเคยได้ยินได้ฟังมาอย่างนั้น ทำท่าจะเชื่อ แต่บางคนก็สงสัยว่าได้หลักฐานมาจากตำราใด และเชื่อได้หรือไม่
ความเชื่อเรื่องฝังคนทั้งเป็นนี้เข้าใจว่าจะมีการบอกเล่าสืบต่อกันมา เป็นการเชื่อแบบชาวบ้านโดยที่ไม่มีหลักฐานไตร่ตรองจนถึงกับนำมาเขียนเป็นประวัติศาสตร์ก็มี เท่าที่พบมีอยู่แห่งหนึ่งคือการฝังหลักเมืองของเมืองถลาง ในหนังสือ "ประวัติจังหวัดภูเก็ตฉบับฉลอง 25 พุทธศตวรรษ" เมื่อพ.ศ.2500 ได้กล่าวถึงการฝังหลักเมืองไว้ตอนหนึ่งว่า
"เมื่อท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทรได้ถึงอสัญกรรมแล้ว พระยาถลาง (ทองพูน) ได้เป็นเจ้าเมืองถลาง ได้จัดหาสถานที่เพื่อสร้างเมืองใหม่ขึ้น และได้ตกลงให้สร้างเมืองใหม่ขึ้น ที่ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลางในปัจจุบันนี้ โดยเรียกว่า "บ้านเมืองใหม่" เมื่อจัดหาที่ได้แล้ว จึงได้ประกอบพิธีกรรมขึ้นเพื่อฝังหลักเมืองโดยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์รวม 32 รูป เจริญพระพุทธมนต์อยู่ 7 วัน 7 คืน แล้วจึงให้อำเภอทนายป่าวร้องหาตัวผู้ที่จะเป็นแม่หลักเมือง (ผู้ที่จะเป็นแม่หลักเมืองได้ต้องเป็นคนที่เรียกกันว่า สี่หูสี่ตา คือกำลังมีครรภ์นั่นเอง) การป่าวร้องหาตัวแม่หลักเมืองนี้ได้ประกาศป่าวร้องไปเรื่อย ๆ ไปตลอดทุกหมู่บ้านว่า โอ้เจ้ามั่น โอ้เจ้าคง อยู่ที่ไหนมาไปประจำที่ ในที่สุดจึงไปได้ผู้หญิงชื่อนางนาคท้องแก่ประมาณ 8 เดือนแล้ว นางนาคได้ขานตอบขึ้น 3 ครั้ง แล้วได้เดินตามผู้ประกาศไป ขณะนั้นเป็นเวลาพลบค่ำแล้ว เมื่อไปถึงหลุมที่จะฝังหลักเมือง นางนาคก็กระโดดลงไปในหลุมนั้นทันที ฝากหลุมก็เลื่อนปิด เจ้าพนักงานก็กลบหลุมฝังหลักเมืองเป็นอันเสร็จพิธีการฝังหลักเมือง
ตามเรื่องข้างต้นนี้ไม่มีในพงศาวดาร คนเขียนขึ้นตามที่เคยฝังเขาเล่ากัน หรือจับเอาเรื่อง "ราชาธิราช" เมื่อพระเจ้าฟ้ารั่วสร้างปราสาทมาเป็นพิธีฝังหลักเมืองดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า
"ครั้นวันฤกษ์พร้อมกันคอยหาฤกษ์แล้วนิมิตกึ่งฤกษ์เวลากลางวัน พอหญิงมีครรภ์คนหนึ่งเดินมาริมหลุม คนทั้งปวงพร้อมกันว่าได้ฤกษ์ แล้วก็ผลักหญิงนั้นลงในหลุม จึงยกเสาปราสาทนั้นลงหลุม"
บางทีจะเป็นเรื่องนี้เองก็ได้ ที่คนเอาไปโจษขานเล่าลือกัน แล้วเลยหลงเข้าใจผิดไปว่า การฝังหลักเมืองหรือประตูเมืองนั้นต้องฝังคนท้องทั้งเป็นหรือคนที่มีชื่อว่า อิน จัน มั่น คง จนพวกฝรั่งฟังไม่ได้ศัพท์จึงเอาไปเขียนอธิบายกันยืดยาว และที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือ หนังสือประวัติจังหวัดภูเก็ตเล่มดังกล่าวได้ตีพิมพ์เรื่องตอนนี้ไปได้อย่างไร คนอ่านไม่ได้คิดก็จำเรื่องผิด ๆ ไป
ตามตำราพระราชพิธีฝังหลุมพระนคร หรือที่เรียกอีกอยางหนึ่งว่า "ตำราพระราชพิธีนครฐาน" ฉบับโบราณก็มีอยู่หลายฉบับ ได้พรรณนาพิธีการตั้งแต่ต้นจนสุดท้ายอย่างละเอียดพิสดาร ก็ไม่มีตอนใดกล่าวถึงคนชื่อ อิน จัน มั่น คง หรือคนมีท้อง มีแต่ให้เอาดินจากทิศทั้ง 4 มาปั้นเท่าผลมะตูม สมมติว่าเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีคนถือก้อนดินคนละก้อนยืนปากหลุมทั้ง 4 ทิศ เมื่อทำพิธีมีโหรผู้ใหญ่ถามถึงก้อนดินแต่ละก้อนนั้นมีคุณสมบัติประการใด ผู้ที่ถือก้อนดินก็ตอบไปตามลำดับ คือธาตดินมีพระคุณจะทรงไว้ซึ่งอายุพระนครให้บริบูรณ์ด้วยคามนิคมเป็นที่ประชุมประชาชนพลพาหนะตั้งแต่ประถมตามเท่าอวสาน, คนถือธาตุน้ำตอบว่า มีพระคุณให้สมเด็จบรมกษัตริย์แลเสนาอำมาตย์ราษฎรทั้งหลายเจริญอายุวรรณะสุขะพละสิริสวัสดิมงคลทั้งปวง, คนที่ถือธาตุไฟตอบว่า มีพระคุณให้โยธาทหารทั้งปวงแกล้วกล้า มีตบะเดชะแก่หมู่ข้าศึก, คนที่ถือธาติลมตอบว่า มีพระคุณให้เจริญสมบัติธนธัญญาหารกสิกรรมวาณิชกรรมต่าง ๆ เมื่อกล่าวตอบครบแล้วก็ทิ้งก้อนดินนั้นลงในหลุมแล้วเชิญแผ่นศิลายันต์ลงในหลุม และเชิญหลักตั้งบนแผ่นศิลานั้น อัญเชิญเทวดาเข้าประจำรักษาหลักพระนคร
พิธีสำคัญก็มีเพียงเท่านี้ ไม่มีการฝังคนทั้งเป็นแต่อย่างไรเลย
โรคติดเน็ตคุณเป็นหรือเปล่า
อินเตอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น คือมีทั้งข้อดีและข้อเสีย นอกเหนือไปจากเรื่องไม่ดีไม่งามต่าง ๆ ที่หลั่งไหลมากับสื่อชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพลามกอนาจาร ไวรัส การพนัน หรืออะไรร้าย ๆ ทำนองนี้แล้ว แม้แต่คนเล่นเว็บที่เลือกชมแต่สิ่งดี ๆ ก็อาจจะมีปัญหาได้เหมือนกัน
เนื่องจากในสังคมอเมริกันมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และนับวันก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น เขาจึงเกิดความเป็นห่วงกันว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อสภาพจิตใจคนบ้างหรือเปล่า ดังนั้นนาย David Greenfield นักวิจัยและนักจิตบำบัด จึงได้ร่วมกับสำนักข่าว ABC News ทำการสำรวจความรู้สึกและสภาพจิตใจของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากถึง 17,251 ราย ผ่านทางเว็บไซท์ www.abcnews.com ซึ่งถือเป็นการศึกษากลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำกันมา และได้นำเสนอผลงาน ครั้งนี้ในที่ประชุมประจำปีของสมาคมจิตเวชอเมริกัน (American Psychological Association) เมื่อเดือนสิงหาคม (2542) ที่ผ่านมานี้เอง
ผลการศึกษาครั้งนี้ดูเหมือนจะสนับสนุนแนวความคิดที่กำลังเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่า ความอยากใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไม่อาจหักห้ามใจตัวเอง หรือเราอาจเรียกว่า "โรคติดเน็ต" นั้น เป็นปัญหาทางจิตอย่างหนึ่ง และเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง
แบบสอบถามที่ใช้ในการสำรวจครั้งนี้ Greenfield ปรับปรุงมาจากแบบสอบถามที่ใช้กับผู้ติดการพนัน ซึ่งถ้าผู้ถูกสำรวจตอบ "ใช่" มากกว่า 5 ข้อจากเกณฑ์ 10 ข้อ ก็จะถูกประเมินว่ามีอาการติดอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่ามีผู้อยู่ในเกณฑ์นี้ 990 รายจากผู้ตอบทั้งหมด หรือ ประมาณ 5.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าคิดว่าประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกมีประมาณ 200 ล้านราย ก็หมายความว่าอาจจะมีผู้ติดเน็ตถึง 11.4 ล้านคนทีเดียว
Greenfield กล่าวว่า "ในฐานะนักบำบัด ผมพบผู้ป่วยทั้งประเภทที่ครอบครัวแตกแยก, เด็ก ๆ มีปัญหา, พวกที่ ทำผิดกฏหมาย และ พวกที่กำลังใช้เงินมากเกินไป
อย่างไรก็ดีจำนวน 5.7 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหานั้น ก็จัดว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ที่คิดว่ามีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการสำรวจของนักเรียนระดับวิทยาลัย นอกจากนี้การสำรวจยังทำผ่านเว็บไซท์เพียงแห่งเดียว และแบบสอบถาม ยังอยู่ติดกับหัวข้อข่าวเรื่องการติดอินเทอร์เน็ตด้วย ดังนั้นผู้ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จึงอาจมีแนวโน้มของอาการนี้อยู่แล้วก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผลสำรวจเบี่ยงเบนไปบ้าง
สำหรับผลสรุปอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากการสำรวจครั้งนี้ก็เช่น
1 ใน 4 บองนักเล่นเว็บยอมรับว่าใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อบรรเทาความรู้สึกตกต่ำ, สิ้นหวัง, สำนึกผิด และความกลุ้มใจ
1 ใน 7 ยอมรับว่ามีความรู้สึกหมกมุ่นถึงอินเตอร์เน็ตระหว่างที่ไม่ได้เล่น
1 ใน 7 เช่นกัน บอกว่าเคยพยายามจำกัดการใช้ แต่ล้มเหลว
1 ใน 14 มีความรู้สึกกระวนกระวายและหงุดหงิดเมื่อพยายามจะลดการเล่น
1 ใน 25 ตอบว่าตนสูญเสียงาน โอกาสทางวิชาชีพ หรือความสัมพันธ์ที่สำคัญเพราะนิสัยการเล่นอินเตอร์
เนื่องจากในสังคมอเมริกันมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และนับวันก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น เขาจึงเกิดความเป็นห่วงกันว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อสภาพจิตใจคนบ้างหรือเปล่า ดังนั้นนาย David Greenfield นักวิจัยและนักจิตบำบัด จึงได้ร่วมกับสำนักข่าว ABC News ทำการสำรวจความรู้สึกและสภาพจิตใจของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากถึง 17,251 ราย ผ่านทางเว็บไซท์ www.abcnews.com ซึ่งถือเป็นการศึกษากลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำกันมา และได้นำเสนอผลงาน ครั้งนี้ในที่ประชุมประจำปีของสมาคมจิตเวชอเมริกัน (American Psychological Association) เมื่อเดือนสิงหาคม (2542) ที่ผ่านมานี้เอง
ผลการศึกษาครั้งนี้ดูเหมือนจะสนับสนุนแนวความคิดที่กำลังเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่า ความอยากใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไม่อาจหักห้ามใจตัวเอง หรือเราอาจเรียกว่า "โรคติดเน็ต" นั้น เป็นปัญหาทางจิตอย่างหนึ่ง และเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง
แบบสอบถามที่ใช้ในการสำรวจครั้งนี้ Greenfield ปรับปรุงมาจากแบบสอบถามที่ใช้กับผู้ติดการพนัน ซึ่งถ้าผู้ถูกสำรวจตอบ "ใช่" มากกว่า 5 ข้อจากเกณฑ์ 10 ข้อ ก็จะถูกประเมินว่ามีอาการติดอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่ามีผู้อยู่ในเกณฑ์นี้ 990 รายจากผู้ตอบทั้งหมด หรือ ประมาณ 5.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าคิดว่าประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกมีประมาณ 200 ล้านราย ก็หมายความว่าอาจจะมีผู้ติดเน็ตถึง 11.4 ล้านคนทีเดียว
Greenfield กล่าวว่า "ในฐานะนักบำบัด ผมพบผู้ป่วยทั้งประเภทที่ครอบครัวแตกแยก, เด็ก ๆ มีปัญหา, พวกที่ ทำผิดกฏหมาย และ พวกที่กำลังใช้เงินมากเกินไป
อย่างไรก็ดีจำนวน 5.7 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหานั้น ก็จัดว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ที่คิดว่ามีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการสำรวจของนักเรียนระดับวิทยาลัย นอกจากนี้การสำรวจยังทำผ่านเว็บไซท์เพียงแห่งเดียว และแบบสอบถาม ยังอยู่ติดกับหัวข้อข่าวเรื่องการติดอินเทอร์เน็ตด้วย ดังนั้นผู้ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จึงอาจมีแนวโน้มของอาการนี้อยู่แล้วก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผลสำรวจเบี่ยงเบนไปบ้าง
สำหรับผลสรุปอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากการสำรวจครั้งนี้ก็เช่น
1 ใน 4 บองนักเล่นเว็บยอมรับว่าใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อบรรเทาความรู้สึกตกต่ำ, สิ้นหวัง, สำนึกผิด และความกลุ้มใจ
1 ใน 7 ยอมรับว่ามีความรู้สึกหมกมุ่นถึงอินเตอร์เน็ตระหว่างที่ไม่ได้เล่น
1 ใน 7 เช่นกัน บอกว่าเคยพยายามจำกัดการใช้ แต่ล้มเหลว
1 ใน 14 มีความรู้สึกกระวนกระวายและหงุดหงิดเมื่อพยายามจะลดการเล่น
1 ใน 25 ตอบว่าตนสูญเสียงาน โอกาสทางวิชาชีพ หรือความสัมพันธ์ที่สำคัญเพราะนิสัยการเล่นอินเตอร์
โรคติดเน็ตคุณเป็นหรือเปล่า
อินเตอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น คือมีทั้งข้อดีและข้อเสีย นอกเหนือไปจากเรื่องไม่ดีไม่งามต่าง ๆ ที่หลั่งไหลมากับสื่อชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพลามกอนาจาร ไวรัส การพนัน หรืออะไรร้าย ๆ ทำนองนี้แล้ว แม้แต่คนเล่นเว็บที่เลือกชมแต่สิ่งดี ๆ ก็อาจจะมีปัญหาได้เหมือนกัน
เนื่องจากในสังคมอเมริกันมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และนับวันก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น เขาจึงเกิดความเป็นห่วงกันว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อสภาพจิตใจคนบ้างหรือเปล่า ดังนั้นนาย David Greenfield นักวิจัยและนักจิตบำบัด จึงได้ร่วมกับสำนักข่าว ABC News ทำการสำรวจความรู้สึกและสภาพจิตใจของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากถึง 17,251 ราย ผ่านทางเว็บไซท์ www.abcnews.com ซึ่งถือเป็นการศึกษากลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำกันมา และได้นำเสนอผลงาน ครั้งนี้ในที่ประชุมประจำปีของสมาคมจิตเวชอเมริกัน (American Psychological Association) เมื่อเดือนสิงหาคม (2542) ที่ผ่านมานี้เอง
ผลการศึกษาครั้งนี้ดูเหมือนจะสนับสนุนแนวความคิดที่กำลังเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่า ความอยากใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไม่อาจหักห้ามใจตัวเอง หรือเราอาจเรียกว่า "โรคติดเน็ต" นั้น เป็นปัญหาทางจิตอย่างหนึ่ง และเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง
แบบสอบถามที่ใช้ในการสำรวจครั้งนี้ Greenfield ปรับปรุงมาจากแบบสอบถามที่ใช้กับผู้ติดการพนัน ซึ่งถ้าผู้ถูกสำรวจตอบ "ใช่" มากกว่า 5 ข้อจากเกณฑ์ 10 ข้อ ก็จะถูกประเมินว่ามีอาการติดอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่ามีผู้อยู่ในเกณฑ์นี้ 990 รายจากผู้ตอบทั้งหมด หรือ ประมาณ 5.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าคิดว่าประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกมีประมาณ 200 ล้านราย ก็หมายความว่าอาจจะมีผู้ติดเน็ตถึง 11.4 ล้านคนทีเดียว
Greenfield กล่าวว่า "ในฐานะนักบำบัด ผมพบผู้ป่วยทั้งประเภทที่ครอบครัวแตกแยก, เด็ก ๆ มีปัญหา, พวกที่ ทำผิดกฏหมาย และ พวกที่กำลังใช้เงินมากเกินไป
อย่างไรก็ดีจำนวน 5.7 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหานั้น ก็จัดว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ที่คิดว่ามีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการสำรวจของนักเรียนระดับวิทยาลัย นอกจากนี้การสำรวจยังทำผ่านเว็บไซท์เพียงแห่งเดียว และแบบสอบถาม ยังอยู่ติดกับหัวข้อข่าวเรื่องการติดอินเทอร์เน็ตด้วย ดังนั้นผู้ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จึงอาจมีแนวโน้มของอาการนี้อยู่แล้วก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผลสำรวจเบี่ยงเบนไปบ้าง
สำหรับผลสรุปอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากการสำรวจครั้งนี้ก็เช่น
1 ใน 4 บองนักเล่นเว็บยอมรับว่าใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อบรรเทาความรู้สึกตกต่ำ, สิ้นหวัง, สำนึกผิด และความกลุ้มใจ
1 ใน 7 ยอมรับว่ามีความรู้สึกหมกมุ่นถึงอินเตอร์เน็ตระหว่างที่ไม่ได้เล่น
1 ใน 7 เช่นกัน บอกว่าเคยพยายามจำกัดการใช้ แต่ล้มเหลว
1 ใน 14 มีความรู้สึกกระวนกระวายและหงุดหงิดเมื่อพยายามจะลดการเล่น
1 ใน 25 ตอบว่าตนสูญเสียงาน โอกาสทางวิชาชีพ หรือความสัมพันธ์ที่สำคัญเพราะนิสัยการเล่นอินเตอร์
เนื่องจากในสังคมอเมริกันมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และนับวันก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น เขาจึงเกิดความเป็นห่วงกันว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะส่งผลกระทบอะไรต่อสภาพจิตใจคนบ้างหรือเปล่า ดังนั้นนาย David Greenfield นักวิจัยและนักจิตบำบัด จึงได้ร่วมกับสำนักข่าว ABC News ทำการสำรวจความรู้สึกและสภาพจิตใจของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมากถึง 17,251 ราย ผ่านทางเว็บไซท์ www.abcnews.com ซึ่งถือเป็นการศึกษากลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำกันมา และได้นำเสนอผลงาน ครั้งนี้ในที่ประชุมประจำปีของสมาคมจิตเวชอเมริกัน (American Psychological Association) เมื่อเดือนสิงหาคม (2542) ที่ผ่านมานี้เอง
ผลการศึกษาครั้งนี้ดูเหมือนจะสนับสนุนแนวความคิดที่กำลังเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่า ความอยากใช้อินเตอร์เน็ตอย่างไม่อาจหักห้ามใจตัวเอง หรือเราอาจเรียกว่า "โรคติดเน็ต" นั้น เป็นปัญหาทางจิตอย่างหนึ่ง และเป็นปัญหาที่มีอยู่จริง
แบบสอบถามที่ใช้ในการสำรวจครั้งนี้ Greenfield ปรับปรุงมาจากแบบสอบถามที่ใช้กับผู้ติดการพนัน ซึ่งถ้าผู้ถูกสำรวจตอบ "ใช่" มากกว่า 5 ข้อจากเกณฑ์ 10 ข้อ ก็จะถูกประเมินว่ามีอาการติดอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่ามีผู้อยู่ในเกณฑ์นี้ 990 รายจากผู้ตอบทั้งหมด หรือ ประมาณ 5.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าคิดว่าประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกมีประมาณ 200 ล้านราย ก็หมายความว่าอาจจะมีผู้ติดเน็ตถึง 11.4 ล้านคนทีเดียว
Greenfield กล่าวว่า "ในฐานะนักบำบัด ผมพบผู้ป่วยทั้งประเภทที่ครอบครัวแตกแยก, เด็ก ๆ มีปัญหา, พวกที่ ทำผิดกฏหมาย และ พวกที่กำลังใช้เงินมากเกินไป
อย่างไรก็ดีจำนวน 5.7 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหานั้น ก็จัดว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ที่คิดว่ามีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากการสำรวจของนักเรียนระดับวิทยาลัย นอกจากนี้การสำรวจยังทำผ่านเว็บไซท์เพียงแห่งเดียว และแบบสอบถาม ยังอยู่ติดกับหัวข้อข่าวเรื่องการติดอินเทอร์เน็ตด้วย ดังนั้นผู้ที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จึงอาจมีแนวโน้มของอาการนี้อยู่แล้วก็ได้ ซึ่งจะทำให้ผลสำรวจเบี่ยงเบนไปบ้าง
สำหรับผลสรุปอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากการสำรวจครั้งนี้ก็เช่น
1 ใน 4 บองนักเล่นเว็บยอมรับว่าใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อบรรเทาความรู้สึกตกต่ำ, สิ้นหวัง, สำนึกผิด และความกลุ้มใจ
1 ใน 7 ยอมรับว่ามีความรู้สึกหมกมุ่นถึงอินเตอร์เน็ตระหว่างที่ไม่ได้เล่น
1 ใน 7 เช่นกัน บอกว่าเคยพยายามจำกัดการใช้ แต่ล้มเหลว
1 ใน 14 มีความรู้สึกกระวนกระวายและหงุดหงิดเมื่อพยายามจะลดการเล่น
1 ใน 25 ตอบว่าตนสูญเสียงาน โอกาสทางวิชาชีพ หรือความสัมพันธ์ที่สำคัญเพราะนิสัยการเล่นอินเตอร์
โฉมหน้า "ผู้เรียน" ไทยในอนาคต
"เก่ง ดี มีความสุข" คือคุณลักษณะสำคัญของผู้เรียนตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
คือคนที่มีสมรรถภาพสูงในการดำเนินชีวิต มีความรอบรู้ในเรื่องของไทยและสากล ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันเทคโนโลยี มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถพิเศษเฉพาะทางและพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ เป็นผู้นำผู้ตามที่ดี รู้จักแก้ปัญหาและสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้
ดี คือคนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีจิตใจดีงาม มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งทางด้านจิตใจ และพฤติกรรมที่แสดงออก เช่น มีวินัย เอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น มีเหตุผล รับผิดชอบต่อหน้าที่ ซื่อสัตย์ พากเพียร ขยัน ประหยัด มีจิตสำนึกในประชาธิปไตย รักษาสิ่งแวดล้อม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติสุข
มีความสุข คือคนที่มีสุขภาพดี ทั้งกายและจิต ร่าเริงแจ่มใส รู้จักและเข้าใจตนเอง มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความสุขในการเรียนรู้และการทำงาน มีความรักต่อทุกสรรพสิ่ง ปลอดพ้นจากอบายมุข และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงแก่อัตภาพ
นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่จะขาดเสียมิได้สำหรับคุณสมบัติที่พึงปรารถนาของผู้เรียนในอนาคตคือ จะต้องเป็นผู้ที่ รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาคุณลักษณะทั้ง 3 ประการดังกล่าวข้างต้นให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป
คือคนที่มีสมรรถภาพสูงในการดำเนินชีวิต มีความรอบรู้ในเรื่องของไทยและสากล ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันเทคโนโลยี มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถพิเศษเฉพาะทางและพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ เป็นผู้นำผู้ตามที่ดี รู้จักแก้ปัญหาและสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้
ดี คือคนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีจิตใจดีงาม มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งทางด้านจิตใจ และพฤติกรรมที่แสดงออก เช่น มีวินัย เอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น มีเหตุผล รับผิดชอบต่อหน้าที่ ซื่อสัตย์ พากเพียร ขยัน ประหยัด มีจิตสำนึกในประชาธิปไตย รักษาสิ่งแวดล้อม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติสุข
มีความสุข คือคนที่มีสุขภาพดี ทั้งกายและจิต ร่าเริงแจ่มใส รู้จักและเข้าใจตนเอง มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความสุขในการเรียนรู้และการทำงาน มีความรักต่อทุกสรรพสิ่ง ปลอดพ้นจากอบายมุข และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างพอเพียงแก่อัตภาพ
นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่จะขาดเสียมิได้สำหรับคุณสมบัติที่พึงปรารถนาของผู้เรียนในอนาคตคือ จะต้องเป็นผู้ที่ รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาคุณลักษณะทั้ง 3 ประการดังกล่าวข้างต้นให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป
เลิกบุหรี่เพื่อลูก : หนูไม่เอามรดกมะเร็ง
31พฤษภาคม ของทุกปี คือวันงดสูบบุหรี่โลก ในปี 2544 นี้องค์การอนามัยโลกยังเดินหน้ารณรงค์ต่อไป โดยกำหนดคำขวัญไว้ว่า Second-Hand Smoke : Let's Clear the Air ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า "เห็นใจคนรอบข้าง ร่วมสร้างอากาศสดใส ปลอดจากภัยบุหรี่
Second-Hand Smoke หรือ Passive Smoking คือการสูบบุหรี่มือสอง หมายถึง ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่เข้าสู่ร่างกายจากควันที่ผู้สูบสูดเข้าไปแล้วพ่นออกมา และจากปลายมวนบุหรี่ที่จุดทิ้งไว้ระหว่างการสูบ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่มือสองในปริมาณมากและนานทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายสูงขึ้น โดยเฉพาะมะเร็วปอด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหัวใจ
ด้วยแนวคิดที่มุ่งลดการสูบบุหรี่มือสองโดยมุ่งเป้าหมายไปที่เด็ก ปีนี้มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่จึงประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ผลิตสื่อให้ผู้ปกครองร่วมโครงการ รวมทั้งประสานกับโรงเรียนอนุบาลในประเทศเน้นจุดหลักที่กรุงเทพฯ จำนวน 200 โรงเรียน
เศรษฐา ศิระฉายา นักแสดงชื่อดังที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ กล่าวว่า จริง ๆ แล้วการเลิกบุหรี่ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะบุหรี่นั้นอ่อนกว่ายาเสพติดชนิดอื่นตั้งเยอะ เพียงแต่ใจจะแข็งพอหรือไม่ เชื่อว่าพ่อทุกคนสามารถทำทุกอย่างเพื่อลูกได้ แค่การเลิกบุหรี่ทำไมจะทำไม่ได้
"ผมเลิกบุหรี่มาได้ 18 ปีด้วยแรงดลใจจากลูกเป็นสำคัญ พอน้องอีฟ ลูกสาวเกิดมาได้ 2 สัปดาห์ ผมก็เลิกสูบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะเป็นห่วงสุขภาพลูก เวลาที่พาลูกไปไหนก็จะห้ามทุกคนที่อยู่ใกล้สูบบุหรี่ด้วย อยากฝากถึงพ่อทุกคนที่สูบว่าถึงตัวเองจะไม่ตายเพราะบุหรี่ก็อาจทำให้ลูกของเราต้องได้รับอันตรายได้"
รุจน์ รณภพ ผู้กำกับการแสดงเป็นอีกคนที่เลิกบุหรี่มาได้ 9 ปีแล้ว กล่าวว่า ลูกคือสาเหตุสำคัญ บุหรี่ขนาดเท่านิ้วก้อย ถ้าเอาชนะมันไม่ได้ แล้วจะไปชนะอะไร"
"เมื่อ 9 ปีก่อน ขณะที่กำลังนั่งเขียนบทภาพยนตร์อยู่ในห้องทำงาน ผมสูบบุหรี่ตลอดเวลา ควันก็อบอวนอยู่ในห้อง พอลูกกลับมาจากโรงเรียนเดินเช้ามา ก็ทำหน้าเแหย ๆ บ่นว่าเหม็น ให้เลิกสูบเถอะ ผมเห็นลูกในสภาพนั้นแล้ว ตั้งแต่วันนั้นก็เลิกเลย ทิ้งบุหรี่ที่มีไปทั้งหมด เลิกแบบหักดิบทันที จากที่เคยสูบวันละ 3 ซอง ถามว่าเป็นอะไรไหม บอกได้เลยว่าไม่เป็นไร หลายคนบอกว่าเลิกไม่ได้นั่นเป็นความเคยชิน"
ศ.น.พ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ถ้าผู้ปกครองสูบบุหรี่ เด็กจะมีโอกาสได้รับควันบุหรี่อย่างมาก ถือเป็นการสูบบุหรี่มือสอง มีผลต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจ เด็กจะติดเชื้อง่าย เป็นหวัดบ่อย อาจถึงขั้นเป็นโรคหลอดลม-ช่องปากอักเสบและปอดบวมได้
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกประเมินว่า ทุกวันนี้มีเด็กเกือบ 700 ล้านคน หายใจเอาอากาศปนเปื้อนควันบุหรี่เข้าสูงร่างกายโดยเฉพาะเมื่ออยู่ในบ้าน และยังพบว่าทารกและเด็กเล็กที่ได้รับควันบุหรี่จะเกิดอาการระคายเคืองตา จมูก คอด ปอด ทำให้ไอ มีเสมหะ แน่นหน้าอก มีโอกาสเป็นโรคหืดเพิ่มขึ้น 2 เท่า ติดเชื้อทางเดินหายใจง่าย เป็นปัจจัยเสริมให้เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในอนาคต ส่วนทารกที่แม่ได้รับควันบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงของการเสียชีวิตระหว่างคลอด หรือพิการแต่กำเนิด และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไหลตายในเด็กสูงขึ้น
"อยากเชิญชวนผู้ปกครองให้เลิกสูบ แต่เชื่อว่าหลายคนตั้งใจและเลิกสูบที่บ้านแล้วก็อยากให้เลิกสูบไปเลย ไม่ว่าจะที่ไหน และมาเข้าร่วมชมรมกับเรา เพื่อสุขภาพและแบบอย่างที่ดี เพราะการสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่เสี่ยงอันตรายต่อผู้สูบมาก แต่คนทั่วไปไม่รู้จึงคาดการณ์ต่ำกว่าความจริง และพยายามจะไม่เชื่อถึงความร้ายแรงของมัน การวิจัยพบว่าหากสูบมาตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวันกลางคนอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 50 จะป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคร้ายจากบุหรี่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งแม้จะไม่ป่วยตายแต่สุขภาพจะไม่ดี ไม่แข็งแรง
การที่จะเลิกได้นั้น ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ทันทีที่เลิกสูบจะลดความเสี่ยงลงทันที แต่ทั่วไปมักเข้าใจผิดคิดว่า ถ้าสูบมานานแล้วเลิกไปคงไม่มีประโยชน์ ซึ่งไม่เป็นความจริง นอกจากนี้บางคนเคยพยายามเลิกแต่ไม่สำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ เพราะทั่วไปแล้วการจะเลิกได้นั้นต้องใช้ความพยายามมากกว่า 1 ครั้ง"
รู้กันโดยทั่วไปว่าบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคถึง 25 โรค โดยเฉพาะมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และเส้นเลือดหัวใจตีบ จากสถิติพบว่า มีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละ 4 ล้านคน หรือวันละ 11,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี คาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่จะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 10 ล้านคน หรือนาทีละ 20 คน
ได้เห็นได้ยิน ได้ฟังอย่างนี้แล้ว ถ้าไม่ห่วงไม่รักตัวเองแล้ว ก็อย่าลืมคิดถึงลูกน้อยตาดำ ๆ ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
Second-Hand Smoke หรือ Passive Smoking คือการสูบบุหรี่มือสอง หมายถึง ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่เข้าสู่ร่างกายจากควันที่ผู้สูบสูดเข้าไปแล้วพ่นออกมา และจากปลายมวนบุหรี่ที่จุดทิ้งไว้ระหว่างการสูบ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่มือสองในปริมาณมากและนานทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายสูงขึ้น โดยเฉพาะมะเร็วปอด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหัวใจ
ด้วยแนวคิดที่มุ่งลดการสูบบุหรี่มือสองโดยมุ่งเป้าหมายไปที่เด็ก ปีนี้มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่จึงประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ผลิตสื่อให้ผู้ปกครองร่วมโครงการ รวมทั้งประสานกับโรงเรียนอนุบาลในประเทศเน้นจุดหลักที่กรุงเทพฯ จำนวน 200 โรงเรียน
เศรษฐา ศิระฉายา นักแสดงชื่อดังที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ กล่าวว่า จริง ๆ แล้วการเลิกบุหรี่ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะบุหรี่นั้นอ่อนกว่ายาเสพติดชนิดอื่นตั้งเยอะ เพียงแต่ใจจะแข็งพอหรือไม่ เชื่อว่าพ่อทุกคนสามารถทำทุกอย่างเพื่อลูกได้ แค่การเลิกบุหรี่ทำไมจะทำไม่ได้
"ผมเลิกบุหรี่มาได้ 18 ปีด้วยแรงดลใจจากลูกเป็นสำคัญ พอน้องอีฟ ลูกสาวเกิดมาได้ 2 สัปดาห์ ผมก็เลิกสูบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะเป็นห่วงสุขภาพลูก เวลาที่พาลูกไปไหนก็จะห้ามทุกคนที่อยู่ใกล้สูบบุหรี่ด้วย อยากฝากถึงพ่อทุกคนที่สูบว่าถึงตัวเองจะไม่ตายเพราะบุหรี่ก็อาจทำให้ลูกของเราต้องได้รับอันตรายได้"
รุจน์ รณภพ ผู้กำกับการแสดงเป็นอีกคนที่เลิกบุหรี่มาได้ 9 ปีแล้ว กล่าวว่า ลูกคือสาเหตุสำคัญ บุหรี่ขนาดเท่านิ้วก้อย ถ้าเอาชนะมันไม่ได้ แล้วจะไปชนะอะไร"
"เมื่อ 9 ปีก่อน ขณะที่กำลังนั่งเขียนบทภาพยนตร์อยู่ในห้องทำงาน ผมสูบบุหรี่ตลอดเวลา ควันก็อบอวนอยู่ในห้อง พอลูกกลับมาจากโรงเรียนเดินเช้ามา ก็ทำหน้าเแหย ๆ บ่นว่าเหม็น ให้เลิกสูบเถอะ ผมเห็นลูกในสภาพนั้นแล้ว ตั้งแต่วันนั้นก็เลิกเลย ทิ้งบุหรี่ที่มีไปทั้งหมด เลิกแบบหักดิบทันที จากที่เคยสูบวันละ 3 ซอง ถามว่าเป็นอะไรไหม บอกได้เลยว่าไม่เป็นไร หลายคนบอกว่าเลิกไม่ได้นั่นเป็นความเคยชิน"
ศ.น.พ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ถ้าผู้ปกครองสูบบุหรี่ เด็กจะมีโอกาสได้รับควันบุหรี่อย่างมาก ถือเป็นการสูบบุหรี่มือสอง มีผลต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจ เด็กจะติดเชื้อง่าย เป็นหวัดบ่อย อาจถึงขั้นเป็นโรคหลอดลม-ช่องปากอักเสบและปอดบวมได้
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกประเมินว่า ทุกวันนี้มีเด็กเกือบ 700 ล้านคน หายใจเอาอากาศปนเปื้อนควันบุหรี่เข้าสูงร่างกายโดยเฉพาะเมื่ออยู่ในบ้าน และยังพบว่าทารกและเด็กเล็กที่ได้รับควันบุหรี่จะเกิดอาการระคายเคืองตา จมูก คอด ปอด ทำให้ไอ มีเสมหะ แน่นหน้าอก มีโอกาสเป็นโรคหืดเพิ่มขึ้น 2 เท่า ติดเชื้อทางเดินหายใจง่าย เป็นปัจจัยเสริมให้เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในอนาคต ส่วนทารกที่แม่ได้รับควันบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงของการเสียชีวิตระหว่างคลอด หรือพิการแต่กำเนิด และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไหลตายในเด็กสูงขึ้น
"อยากเชิญชวนผู้ปกครองให้เลิกสูบ แต่เชื่อว่าหลายคนตั้งใจและเลิกสูบที่บ้านแล้วก็อยากให้เลิกสูบไปเลย ไม่ว่าจะที่ไหน และมาเข้าร่วมชมรมกับเรา เพื่อสุขภาพและแบบอย่างที่ดี เพราะการสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่เสี่ยงอันตรายต่อผู้สูบมาก แต่คนทั่วไปไม่รู้จึงคาดการณ์ต่ำกว่าความจริง และพยายามจะไม่เชื่อถึงความร้ายแรงของมัน การวิจัยพบว่าหากสูบมาตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวันกลางคนอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 50 จะป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคร้ายจากบุหรี่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งแม้จะไม่ป่วยตายแต่สุขภาพจะไม่ดี ไม่แข็งแรง
การที่จะเลิกได้นั้น ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ทันทีที่เลิกสูบจะลดความเสี่ยงลงทันที แต่ทั่วไปมักเข้าใจผิดคิดว่า ถ้าสูบมานานแล้วเลิกไปคงไม่มีประโยชน์ ซึ่งไม่เป็นความจริง นอกจากนี้บางคนเคยพยายามเลิกแต่ไม่สำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ เพราะทั่วไปแล้วการจะเลิกได้นั้นต้องใช้ความพยายามมากกว่า 1 ครั้ง"
รู้กันโดยทั่วไปว่าบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคถึง 25 โรค โดยเฉพาะมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และเส้นเลือดหัวใจตีบ จากสถิติพบว่า มีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละ 4 ล้านคน หรือวันละ 11,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี คาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่จะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 10 ล้านคน หรือนาทีละ 20 คน
ได้เห็นได้ยิน ได้ฟังอย่างนี้แล้ว ถ้าไม่ห่วงไม่รักตัวเองแล้ว ก็อย่าลืมคิดถึงลูกน้อยตาดำ ๆ ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
ภาษาสากลกับภาษาที่โลกลืม
ภาษาถือเป็นวัฒนธรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการอุบัติขึ้นของมนุษย์ในโลกกลม ๆ ใบนี้ แต่น่าใจหายไม่น้อย เมื่อทราบว่าภาษาอีกหลายร้อยหลายพันภาษาที่อยู่คู่กับมนุษย์มายาวนาน กำลังจะถึงกาลอวสาน หาผู้สืบทอดต่อไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลสำคัญหลายอย่าง ก่อนหน้านี้ อาจจะเคยได้ยินคนพูดภาษาอูดิฮี ในแถวไซบีเรีย, ภาษาอียัค ในดินแดนอลาสกา หรือภาาาอะริคาปู ในป่าดงดิบแถบอเมซอน นับจากนี้ต่อไปอีกไม่นานนัก เราอาจจะไม่ได้ยินภาษาเหล่านี้แล้วก็ได้
ในจำนวนภาษาที่มนุษย์ใช้อยู่ทั่วโลกเวลานี้ มีถึง 6,800 ภาษา แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าภาษาเหล่านี้กว่าครึ่งหนึ่ง ถึงร้อยละ 90 อาจจะอันตรธานหาบสาปสูญไปจากโลกมนุษย์ภายใน100 ปีนี้ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? "สถาบันเวิลด์วอตช์" องค์กรเอกชนที่เฝ้าติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก นำข้อมูลที่ได้ศึกษามาเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า เหตุผลหนึ่งก็คือว่า กว่าครึ่งหนึ่งของภาษาที่ใช้กันทั่วโลก แต่ละภาษามีคนพูดน้อยกว่า 2,500 คน ซึ่งถือว่าน้อยเหลือเกิน และหนักหนาสาหัสมากที่จะธำรงรักษาให้ภาษาคงอยู่ต่อไปนี้
ด้านองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโกระบุว่า การสืบทอดภาษาให้คงอยู่ต่อไปจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกคนอีกรุ่นหนึ่งนั้นจำเป็นต้องมีคนพูดภาษานั้น ๆ ได้อย่างน้อย 100,000 คนขึ้นไป
สำหรับ 10 ภาษาที่กลายเป็นภาษาสากลยอดนิยมที่มีจำนวนผู้พูดมากที่สุดในโลกนั้น ประกอบด้วย ภาษาจีนกลาง มีผู้พูดมากที่สุด 885 ล้านคน ภาษาสเปน 332 ล้านคน, ภาษาอังกฤษ 322 ล้านคน, ภาษาอารบิค 220 ล้านคน, ภาษาเบงกาลี 189 ล้านคน, ภาษาฮินดี 182 ล้านคน, ภาษาโปรตุเกส 170 ล้านคน, ภาษารัสเซีย 170 ล้านคน, ภาษาญี่ปุ่น 125 ล้านคน และภาษาเยอรมัน 98 ล้านคน
ในขณะที่ภาษาไทยของเรานั้น แน่นอนอยู่แล้วว่า 62 ล้านคนในประเทศไทย ต้องพูดภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่แสดงถึงวัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นไทยอยู่แล้วและต้องไม่ลืมว่า เรายังมีคนไทยที่ไปอาศัยอยู่ในต่างแดน ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็ยังอนุรักษ์และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ นอกจากนั้นแล้ววิชาภาษาไทย ยังถูกบรรจุอยู่ในวิชาภาษาต่างประเทศของการศึกษาในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศบางประเทศด้วย ซึ่งเราควรจะภาคภูมิใจในภาษาไทยของเรา
ย้อนกลับมาที่ภาษาที่โลกลืมกันต่อ สงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ การยึดครองและภัยธรรมชาติรุนแรง กล่าวได้ว่าเป็นสาเหตุหลักของการทำลายล้างภาษาให้สิ้นไปจากโลก เพราะมนุษย์จะเสียชีวิตไปเพราะสาเหตุเหล่านี้เป็นจำนวนมหาศาล พร้อม ๆ กับภาษาที่พวกเขาใช้ด้วย
เวิลด์วอตช์ระบุว่า ขณะนี้ มีคนพูดภาษาอูดิฮี ได้แค่ 100 คน ส่วนภาษาอะริคาปู มีคนพูดได้น้อยยิ่งกว่า เพียง 6 คนเท่านั้น แต่ที่น่าตกใจที่สุดเห็นจะเป็นภาษาอียัค ที่มีคนพูดได้เพียงคนเดียวในโลก คือคุณยายมารี สมิธ วัย 83 ปี อาศัยอยู่ในเมืองอันโชเรจ รัฐอลาสกา เธอคือคนสุดท้ายที่พูดภาษานี้ได้ และอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้าภาษาอียัค ก็จะสูญสิ้นไปพร้อมกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคุณยายวัยดึกผู้นี้
ดูแล้ว ภาษาอียัค น่าจะเป็นภาษาต่อไปที่สูญหายจากโลก คงเหลือแต่เพียงประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในหนังสือว่าครั้งหนึ่งยังมีภาษานี้ใช้ในโลกมนุษย์ ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้รับทราบกันเพียงเท่านั้น
คงจะยังจดจำกันได้เป็นอย่างดีกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในอินเดียในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ต้อนรับปีใหม่ของปี 2544 โดยได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขึ้นในภาคตะวันตกของอินเดีย ทำให้มีประชาชนที่พูดภาษากุดจี ตายเป็นเบือ ประมาณ 30,000 คน เหลือผู้พูดภาษานี้จริง ๆ เพียง 770,000 คน เท่านั้น นับว่าเป็นเหตุการณ์วิปโยคที่นอกจากจะสร้างความเสียหายในด้านเศรษฐกิจแล้ว คงไม่มีใครคิดว่าจะส่งผลกระทบอย่างร้ายกาจต่อมรดกวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ด้วย
สถานการณ์ใกล้ "สูญพันธุ์" เริ่มเห็นราง ๆ แล้วสำหรับภาษากุดจี หากคน 770,000 คน ไม่ช่วยกันอุ้มชูรักษาไว้ ก็น่าจะสาปสูญไปเช่นกัน ตัวอย่างนี้น่าจะเห็นชัดว่า ภัยธรรมชาติเป็นอันตรายเพียงใดต่อวัฒนธรรมของมนุษย์
สำหรับ 8 ประเภทที่มีภาษาใช้อย่างดาษดื่นมากที่สุด ประกอบด้วย ปาปัวนิวกินี มี 832 ภาษา, อินโดนีเซีย 731 ภาษา, ไนจีเรีย 515 ภาษา, อินเดีย 400 ภาษา, เม็กซิโก แคเมอรูน และออสเตรเลีย มีประเทศละ 300 ภาษา และบราซิลมี 234 ภาษา โดยอินเดียนั้น มีภาษาราชการใช้ถึง 15 ภาษา มากกว่าประเทศอื่นใดทั้งหมด
การสูญสิ้นไปของภาษาพูดไม่ใช่เป็นของใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่เชื่อว่ามีภาษานับพันภาษาได้หาบสาปสูญไปก่อนหน้านี้แล้ว
บรรดานักภาษาศาสตร์เชื่อกันว่า ภาษาพูดของมนุษย์ 3,400 - 6,120 ภาษา อาจจะสูญหายภายในปี 2643 หรืออีกประมาณ 100 ปีข้างหน้า ซึ่งก็เท่ากับจะมีภาษาพูดสูญหายไป 1 ภาษาในทุก 2 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะมีหลายภาษากำลังง่อนแง่นใกล้สูญไป แต่ยังมี 2 - 3 ภาษา ซึ่งก็รวมทั้งภาษาจีน, กรีก และฮิบรู อันเป็นภาษาโบราณที่ใช้กันมามากกว่า 2,000 ปี กำลังจะฟื้นคืนชีพรอดพ้นจากการสูญหายไป เนื่องจากมีผู้คนหันกลับมาพูดภาษาเหล่านั้นแล้วอย่างน่ายินดี
แม้ว่าภาษาบางภาษากำลังใกล้ถึง "จุดจบ" แต่ก็ใช่ว่า เจ้าของภาษาจะไม่ดิ้นรนขวนขวายเพื่อรักษาภาษาพูดของเขาไว้ชั่วลูกชั่วหลานต่อไป ในปี 2526 ชาวฮาวายได้จัดตั้งองค์กร "อะฮา ปูนานา ลีโอ" ขึ้นเพื่อพลิกฟื้นกอบกู้ภาษาพื้นเมืองของพวกเขาที่เคยใช้กันอยู่ทั่วไปบนเกาะฮาวายแห่งนี้ โดยจัดให้มีการเรียนการสอนในโรงเรียนของรัฐด้วย ว่ากันตามความเป็๋นจริงแล้ว ภาษาพื้นเมืองของชาวฮาวายก็เกือบเอาตัวไม่รอดแล้วเช่นกัน เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯสั่งห้ามไม่ให้สอนภาษานี้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนบนเกาะฮาวายมาตั้งปี 2441 แล้ว
องค์กร "อะฮา ปูนานา ลีโอ" ซึ่งหมายถึง "เครือข่ายภาษา" ได้รื้อฟื้นเปิดสอนภาษาพื้นเมืองฮาวายในโรงเรียนอนุบาลในปี 2527 หลังจากที่สอนในโรงเรียนมัธยม จนสามารถผลิตนักเรียนรุ่นแรกที่จบหลักสูตรภาษานี้ในปี 2542 จนถึงขณะนี้ เป็นที่น่ายินดีอย่างมากว่า มีชาวฮาวายประมาณ 7,000 - 10,000 คน สามารถพูดภาษาพื้นเมืองนี้ได้ จากเดิมที่มีอยู่ไม่ถึง 1,000 คนเมื่อปี 2526 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากทีเดียวสำหรับโครงการชุบชีวิตของภาษานี้ และน่าจะถือเป็นแบบอย่างได้สำหรับภาษาที่กำลังใกล้สูญหาย เพราะทำได้ในลักษณะเดียวกันนี้ก็ถือว่ายังไม่สายเกินแก้
ในจำนวนภาษาที่มนุษย์ใช้อยู่ทั่วโลกเวลานี้ มีถึง 6,800 ภาษา แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าภาษาเหล่านี้กว่าครึ่งหนึ่ง ถึงร้อยละ 90 อาจจะอันตรธานหาบสาปสูญไปจากโลกมนุษย์ภายใน100 ปีนี้ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? "สถาบันเวิลด์วอตช์" องค์กรเอกชนที่เฝ้าติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก นำข้อมูลที่ได้ศึกษามาเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า เหตุผลหนึ่งก็คือว่า กว่าครึ่งหนึ่งของภาษาที่ใช้กันทั่วโลก แต่ละภาษามีคนพูดน้อยกว่า 2,500 คน ซึ่งถือว่าน้อยเหลือเกิน และหนักหนาสาหัสมากที่จะธำรงรักษาให้ภาษาคงอยู่ต่อไปนี้
ด้านองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโกระบุว่า การสืบทอดภาษาให้คงอยู่ต่อไปจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกคนอีกรุ่นหนึ่งนั้นจำเป็นต้องมีคนพูดภาษานั้น ๆ ได้อย่างน้อย 100,000 คนขึ้นไป
สำหรับ 10 ภาษาที่กลายเป็นภาษาสากลยอดนิยมที่มีจำนวนผู้พูดมากที่สุดในโลกนั้น ประกอบด้วย ภาษาจีนกลาง มีผู้พูดมากที่สุด 885 ล้านคน ภาษาสเปน 332 ล้านคน, ภาษาอังกฤษ 322 ล้านคน, ภาษาอารบิค 220 ล้านคน, ภาษาเบงกาลี 189 ล้านคน, ภาษาฮินดี 182 ล้านคน, ภาษาโปรตุเกส 170 ล้านคน, ภาษารัสเซีย 170 ล้านคน, ภาษาญี่ปุ่น 125 ล้านคน และภาษาเยอรมัน 98 ล้านคน
ในขณะที่ภาษาไทยของเรานั้น แน่นอนอยู่แล้วว่า 62 ล้านคนในประเทศไทย ต้องพูดภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติที่แสดงถึงวัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นไทยอยู่แล้วและต้องไม่ลืมว่า เรายังมีคนไทยที่ไปอาศัยอยู่ในต่างแดน ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็ยังอนุรักษ์และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ นอกจากนั้นแล้ววิชาภาษาไทย ยังถูกบรรจุอยู่ในวิชาภาษาต่างประเทศของการศึกษาในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศบางประเทศด้วย ซึ่งเราควรจะภาคภูมิใจในภาษาไทยของเรา
ย้อนกลับมาที่ภาษาที่โลกลืมกันต่อ สงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ การยึดครองและภัยธรรมชาติรุนแรง กล่าวได้ว่าเป็นสาเหตุหลักของการทำลายล้างภาษาให้สิ้นไปจากโลก เพราะมนุษย์จะเสียชีวิตไปเพราะสาเหตุเหล่านี้เป็นจำนวนมหาศาล พร้อม ๆ กับภาษาที่พวกเขาใช้ด้วย
เวิลด์วอตช์ระบุว่า ขณะนี้ มีคนพูดภาษาอูดิฮี ได้แค่ 100 คน ส่วนภาษาอะริคาปู มีคนพูดได้น้อยยิ่งกว่า เพียง 6 คนเท่านั้น แต่ที่น่าตกใจที่สุดเห็นจะเป็นภาษาอียัค ที่มีคนพูดได้เพียงคนเดียวในโลก คือคุณยายมารี สมิธ วัย 83 ปี อาศัยอยู่ในเมืองอันโชเรจ รัฐอลาสกา เธอคือคนสุดท้ายที่พูดภาษานี้ได้ และอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้าภาษาอียัค ก็จะสูญสิ้นไปพร้อมกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคุณยายวัยดึกผู้นี้
ดูแล้ว ภาษาอียัค น่าจะเป็นภาษาต่อไปที่สูญหายจากโลก คงเหลือแต่เพียงประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในหนังสือว่าครั้งหนึ่งยังมีภาษานี้ใช้ในโลกมนุษย์ ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้รับทราบกันเพียงเท่านั้น
คงจะยังจดจำกันได้เป็นอย่างดีกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในอินเดียในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ต้อนรับปีใหม่ของปี 2544 โดยได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขึ้นในภาคตะวันตกของอินเดีย ทำให้มีประชาชนที่พูดภาษากุดจี ตายเป็นเบือ ประมาณ 30,000 คน เหลือผู้พูดภาษานี้จริง ๆ เพียง 770,000 คน เท่านั้น นับว่าเป็นเหตุการณ์วิปโยคที่นอกจากจะสร้างความเสียหายในด้านเศรษฐกิจแล้ว คงไม่มีใครคิดว่าจะส่งผลกระทบอย่างร้ายกาจต่อมรดกวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ด้วย
สถานการณ์ใกล้ "สูญพันธุ์" เริ่มเห็นราง ๆ แล้วสำหรับภาษากุดจี หากคน 770,000 คน ไม่ช่วยกันอุ้มชูรักษาไว้ ก็น่าจะสาปสูญไปเช่นกัน ตัวอย่างนี้น่าจะเห็นชัดว่า ภัยธรรมชาติเป็นอันตรายเพียงใดต่อวัฒนธรรมของมนุษย์
สำหรับ 8 ประเภทที่มีภาษาใช้อย่างดาษดื่นมากที่สุด ประกอบด้วย ปาปัวนิวกินี มี 832 ภาษา, อินโดนีเซีย 731 ภาษา, ไนจีเรีย 515 ภาษา, อินเดีย 400 ภาษา, เม็กซิโก แคเมอรูน และออสเตรเลีย มีประเทศละ 300 ภาษา และบราซิลมี 234 ภาษา โดยอินเดียนั้น มีภาษาราชการใช้ถึง 15 ภาษา มากกว่าประเทศอื่นใดทั้งหมด
การสูญสิ้นไปของภาษาพูดไม่ใช่เป็นของใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่เชื่อว่ามีภาษานับพันภาษาได้หาบสาปสูญไปก่อนหน้านี้แล้ว
บรรดานักภาษาศาสตร์เชื่อกันว่า ภาษาพูดของมนุษย์ 3,400 - 6,120 ภาษา อาจจะสูญหายภายในปี 2643 หรืออีกประมาณ 100 ปีข้างหน้า ซึ่งก็เท่ากับจะมีภาษาพูดสูญหายไป 1 ภาษาในทุก 2 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะมีหลายภาษากำลังง่อนแง่นใกล้สูญไป แต่ยังมี 2 - 3 ภาษา ซึ่งก็รวมทั้งภาษาจีน, กรีก และฮิบรู อันเป็นภาษาโบราณที่ใช้กันมามากกว่า 2,000 ปี กำลังจะฟื้นคืนชีพรอดพ้นจากการสูญหายไป เนื่องจากมีผู้คนหันกลับมาพูดภาษาเหล่านั้นแล้วอย่างน่ายินดี
แม้ว่าภาษาบางภาษากำลังใกล้ถึง "จุดจบ" แต่ก็ใช่ว่า เจ้าของภาษาจะไม่ดิ้นรนขวนขวายเพื่อรักษาภาษาพูดของเขาไว้ชั่วลูกชั่วหลานต่อไป ในปี 2526 ชาวฮาวายได้จัดตั้งองค์กร "อะฮา ปูนานา ลีโอ" ขึ้นเพื่อพลิกฟื้นกอบกู้ภาษาพื้นเมืองของพวกเขาที่เคยใช้กันอยู่ทั่วไปบนเกาะฮาวายแห่งนี้ โดยจัดให้มีการเรียนการสอนในโรงเรียนของรัฐด้วย ว่ากันตามความเป็๋นจริงแล้ว ภาษาพื้นเมืองของชาวฮาวายก็เกือบเอาตัวไม่รอดแล้วเช่นกัน เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯสั่งห้ามไม่ให้สอนภาษานี้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนบนเกาะฮาวายมาตั้งปี 2441 แล้ว
องค์กร "อะฮา ปูนานา ลีโอ" ซึ่งหมายถึง "เครือข่ายภาษา" ได้รื้อฟื้นเปิดสอนภาษาพื้นเมืองฮาวายในโรงเรียนอนุบาลในปี 2527 หลังจากที่สอนในโรงเรียนมัธยม จนสามารถผลิตนักเรียนรุ่นแรกที่จบหลักสูตรภาษานี้ในปี 2542 จนถึงขณะนี้ เป็นที่น่ายินดีอย่างมากว่า มีชาวฮาวายประมาณ 7,000 - 10,000 คน สามารถพูดภาษาพื้นเมืองนี้ได้ จากเดิมที่มีอยู่ไม่ถึง 1,000 คนเมื่อปี 2526 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากทีเดียวสำหรับโครงการชุบชีวิตของภาษานี้ และน่าจะถือเป็นแบบอย่างได้สำหรับภาษาที่กำลังใกล้สูญหาย เพราะทำได้ในลักษณะเดียวกันนี้ก็ถือว่ายังไม่สายเกินแก้
ควันขาว ภัยที่ไม่ควรมองข้าม
ควันขาวจากจักรยานยนต์
ในปัจจุบันรถจักรยานยนต์ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสภาพการจราจรแออัด จึงต้องการพาหนะที่มีความคล่องตัวสูง และสามารถขับเคลื่อนไปได้ดี
รถจักรยายนต์ที่ใช้มี ๒ ประเภท คือ รถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ ๒ จังหวะ และ ๔ จังหวะ ซึ่งรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ ๒ จังหวะ ได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากสามารถให้สมรรถนะเป็นที่พอใจแก่ผู้ขับขี่ มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ซ่อมแซมง่าย
ควันขาว
คือ กลุ่มของละอองน้ำมันหล่อลื่นที่ยังไม่เผาไหม้หรือเผาไหม้เพียงบางส่วน เมื่อกระทบกับบรรยากาศภายนอกที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ก็จะควบแน่น มองเห็นเป็นควันขาวออกมาจากท่อไอเสีย
สาเหตุของการเกิดควันขาว
เนื่องจากรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ จำเป็นต้องมีการหล่อลื่นชิ้นส่วนเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น เพลาข้อเหวี่ยง ลูกสูบ ผนังกระบอกสูง ตลับลูกปืน ฯลฯ ซึ่งส่วนผสมของอากาศ น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นที่อยู่ในส่วนผสมก็จะมีโอกาสสัมผัสกับชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่ในการหล่อลื่นและระบายความร้อน ต่อมาเมื่อส่วนผสมไหลออกมาจากห้องเพลาข้อเหวี่ยงเข้าไปในห้องเผาไหม้ น้ำมันหล่อลื่นที่มีส่วนประกอบหลักเป็น mineral oil เช่น bright stock ซึ่งเป็นสารที่เผาไหม้ยาก จะไม่ถูกเผาไปพร้อมกับน้ำมันเชื้อเพลิง จึงทำให้บางส่วนของน้ำมันหล่อลื่นเกาะอยู่ตามผนังห้องเผาไหม้ และช่องระบายไอเสีย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะระเหยแล้วผสมกับไอเสียไหลออกสู่บรรยากาศ ไอน้ำมันหล่อลื่นที่ยังไม่เผาไหม้เมื่อกระทบกับบรรยากาศภายนอกที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าก็จะควบแน่นเป็นละอองน้ำมัน มองเห็นเป็นควันขาวที่ออกจากท่อไอเสียอย่างชัดเจน
น้ำมันหล่อลื่น
โดยทั่วไปคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่นที่ดี ควรมีความสามารถในการหล่อลื่นสูง มีความต้านทานการครูดกร่อนของกระบอกสูบได้ดี มีความต้านทานต่อการติดเกาะของแหวนลูกสูบ ไม่ทำให้เกิดเขม่าแข็งอุดตันที่ช่องระบายไอเสีย และทำให้เกิดควันขาวน้อย แต่น้ำมันหล่อลื่นแบบธรรมดาส่วนใหญ่มักใช้ mineral oil เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งจะให้สมรรถนะในการหล่อลื่นที่ดี แต่มีข้อเสียคือ ทำให้เกิดควันขาวมาก และเกิดเขม่าแข็งอุดตันช่องระบายไอเสีย ปัจจุบันได้กำหนดมาตรฐานน้ำมันหล่อลื่นแบบลดควันขาว (Low Smoke) เป็นมาตรฐานบังคับ ซึ่งน้ำมันหล่อลื่นที่ได้มาตรฐานต้องทำให้เกิดควันขาวน้อยกว่าร้อยละ 30
อันตรายของควันขาว อันตรายต่อร่างกาย
ทำให้มีอาการแสบและระคายเคืองตา
ระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ
ทำให้เกิดโรคมะเร็ง
อันตรายต่อสภาพแวดล้อม
ทำให้เกิดสภาพหมอกควัน บดบังทัศนวิสัยในการมองเห็น
อันตรายต่อเครื่องยนต์
เกิดการอุดตันที่ช่องระบายไอเสียในเวลาอันรวดเร็วทำให้ไอเสียระบายออกได้ลำบาก
จังหวัดการระบายไอเสียผิดไปจากเดิม
เครื่องยนต์มีสมรรถนะต่ำ แรงม้าลดลง
ต้องทำการซ่อมบำรุงบ่อย
วิธีที่จะลดปริมาณควันขาว
การลดอัตราส่วนผสมระหว่างน้ำมันหล่อลื่นต่อน้ำมันเชื้อเพิลง แต่ยังคงรักษาสมรรถนะในการหล่อลื่นให้คงที่ ซึ่งทำให้ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันหล่อลื่นและวัสดุที่ใช้ผลิตเครื่องยนต์ให้ดีขึ้นตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต
การลดหรือเปลี่ยนองค์ประกอบหลักจาก mineral oil โดยใช้สารตัวใหม่ เช่น สาร polyisobutene ซึ่งสามารถทำหน้าที่ในการหล่อลื่นได้เหมือนกับ mineral oil และก่อให้เกิดควันขาวน้อย
ประชาชนควรบำรุงรักษาเครื่องยนต์เพื่อป้องกันและลดควันขาว
ไม่ควรปรับแต่งวาล์วจ่ายน้ำมันหล่อลื่นให้มากขึ้นกว่าเดิมจากที่บริษัทกำหนดไว้
ใช้น้ำมันหล่อลื่นชนิดลดควันขาว (Low Smoke Oil) ที่ได้รับมาตรฐาน สมอ.
ไม่เติมน้ำมันหล่อลื่นในถังน้ำมันเชื่อเพลิง
หมั่นตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องยนต์ตามคำแนะนำของผู้ผลิตอยู่เสมอ
ในปัจจุบันรถจักรยานยนต์ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสภาพการจราจรแออัด จึงต้องการพาหนะที่มีความคล่องตัวสูง และสามารถขับเคลื่อนไปได้ดี
รถจักรยายนต์ที่ใช้มี ๒ ประเภท คือ รถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ ๒ จังหวะ และ ๔ จังหวะ ซึ่งรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ ๒ จังหวะ ได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากสามารถให้สมรรถนะเป็นที่พอใจแก่ผู้ขับขี่ มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ซ่อมแซมง่าย
ควันขาว
คือ กลุ่มของละอองน้ำมันหล่อลื่นที่ยังไม่เผาไหม้หรือเผาไหม้เพียงบางส่วน เมื่อกระทบกับบรรยากาศภายนอกที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ก็จะควบแน่น มองเห็นเป็นควันขาวออกมาจากท่อไอเสีย
สาเหตุของการเกิดควันขาว
เนื่องจากรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ จำเป็นต้องมีการหล่อลื่นชิ้นส่วนเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น เพลาข้อเหวี่ยง ลูกสูบ ผนังกระบอกสูง ตลับลูกปืน ฯลฯ ซึ่งส่วนผสมของอากาศ น้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นที่อยู่ในส่วนผสมก็จะมีโอกาสสัมผัสกับชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่ในการหล่อลื่นและระบายความร้อน ต่อมาเมื่อส่วนผสมไหลออกมาจากห้องเพลาข้อเหวี่ยงเข้าไปในห้องเผาไหม้ น้ำมันหล่อลื่นที่มีส่วนประกอบหลักเป็น mineral oil เช่น bright stock ซึ่งเป็นสารที่เผาไหม้ยาก จะไม่ถูกเผาไปพร้อมกับน้ำมันเชื้อเพลิง จึงทำให้บางส่วนของน้ำมันหล่อลื่นเกาะอยู่ตามผนังห้องเผาไหม้ และช่องระบายไอเสีย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะระเหยแล้วผสมกับไอเสียไหลออกสู่บรรยากาศ ไอน้ำมันหล่อลื่นที่ยังไม่เผาไหม้เมื่อกระทบกับบรรยากาศภายนอกที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าก็จะควบแน่นเป็นละอองน้ำมัน มองเห็นเป็นควันขาวที่ออกจากท่อไอเสียอย่างชัดเจน
น้ำมันหล่อลื่น
โดยทั่วไปคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่นที่ดี ควรมีความสามารถในการหล่อลื่นสูง มีความต้านทานการครูดกร่อนของกระบอกสูบได้ดี มีความต้านทานต่อการติดเกาะของแหวนลูกสูบ ไม่ทำให้เกิดเขม่าแข็งอุดตันที่ช่องระบายไอเสีย และทำให้เกิดควันขาวน้อย แต่น้ำมันหล่อลื่นแบบธรรมดาส่วนใหญ่มักใช้ mineral oil เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งจะให้สมรรถนะในการหล่อลื่นที่ดี แต่มีข้อเสียคือ ทำให้เกิดควันขาวมาก และเกิดเขม่าแข็งอุดตันช่องระบายไอเสีย ปัจจุบันได้กำหนดมาตรฐานน้ำมันหล่อลื่นแบบลดควันขาว (Low Smoke) เป็นมาตรฐานบังคับ ซึ่งน้ำมันหล่อลื่นที่ได้มาตรฐานต้องทำให้เกิดควันขาวน้อยกว่าร้อยละ 30
อันตรายของควันขาว อันตรายต่อร่างกาย
ทำให้มีอาการแสบและระคายเคืองตา
ระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ
ทำให้เกิดโรคมะเร็ง
อันตรายต่อสภาพแวดล้อม
ทำให้เกิดสภาพหมอกควัน บดบังทัศนวิสัยในการมองเห็น
อันตรายต่อเครื่องยนต์
เกิดการอุดตันที่ช่องระบายไอเสียในเวลาอันรวดเร็วทำให้ไอเสียระบายออกได้ลำบาก
จังหวัดการระบายไอเสียผิดไปจากเดิม
เครื่องยนต์มีสมรรถนะต่ำ แรงม้าลดลง
ต้องทำการซ่อมบำรุงบ่อย
วิธีที่จะลดปริมาณควันขาว
การลดอัตราส่วนผสมระหว่างน้ำมันหล่อลื่นต่อน้ำมันเชื้อเพิลง แต่ยังคงรักษาสมรรถนะในการหล่อลื่นให้คงที่ ซึ่งทำให้ต้องมีการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันหล่อลื่นและวัสดุที่ใช้ผลิตเครื่องยนต์ให้ดีขึ้นตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต
การลดหรือเปลี่ยนองค์ประกอบหลักจาก mineral oil โดยใช้สารตัวใหม่ เช่น สาร polyisobutene ซึ่งสามารถทำหน้าที่ในการหล่อลื่นได้เหมือนกับ mineral oil และก่อให้เกิดควันขาวน้อย
ประชาชนควรบำรุงรักษาเครื่องยนต์เพื่อป้องกันและลดควันขาว
ไม่ควรปรับแต่งวาล์วจ่ายน้ำมันหล่อลื่นให้มากขึ้นกว่าเดิมจากที่บริษัทกำหนดไว้
ใช้น้ำมันหล่อลื่นชนิดลดควันขาว (Low Smoke Oil) ที่ได้รับมาตรฐาน สมอ.
ไม่เติมน้ำมันหล่อลื่นในถังน้ำมันเชื่อเพลิง
หมั่นตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องยนต์ตามคำแนะนำของผู้ผลิตอยู่เสมอ
ระเบียบการสอบ เข้าเป็น นักเรียนนายร้อตำรวจหญิง ฉบับย่อ

รับทุกคน ที่จบ. ม 6 ทุกแผนวิชา รวมทั้ง ปวส.ปวช การศึกษานอก โรงเรียน ง่ายๆขอให้จบ ม.6 ข้าราชการตำรวจคือ บุคคลที่เป็นข้าราชการตำรวจ หญิง อยู่แล้ว อายุ ไม่เกิน 25 ปี รับ 10 อัตรา อาทิ ตำรวจพลร่มหญิงชั้นประทวน ก็มาสอบได้ แต่อายุห้ามเกิน 25 ปี และเป็นข้าราชการตำรวจมาแล้ว 1 ปี นรตหญิงบุคคลภายนอก (จบ.ม.6 )-เกณสำคัญ ต้องอายุ เกิน 16 ปี แต่ไม่เกิน 21 ปี -จบ ม.6หรือเทียบเท่า -สูง 160 ซม. ขึ้นไป-สายตาไม่สั้น เกินกว่ากำหนด ประมาณ 50-100 -เรียน รด.มา มีคะแนนเพิ่ม รอบ 2 ครับ วิชาที่ใช้สอบ คณิต เนื้อหา ม. 4 5 6 คะแนนเต็ม 200 คะแนน วิทยฯเนื้อหา ม. 4 5 6 ( ฟิสิก + เคมี) 200 คะแนน ภาษาไทย ม.ปลาย 200 คะแนน ภาษาอังกฤษ ม.ปลาย 200 คะแนน สอบรอบสอง มีตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพที่ รพ.ตำรวจ สอบประวัติ สอบประวัติ ที่โรงพัก บ้านเกิด สอบพละศึกษา ว่ายน้ำ 50 เมตร วิ่ง 1000 เมตร
ใจของคุณเป็นอย่างนี้บ้างไหม
ว่าง ๆ ลองสำรวจดูใจของคุณว่ามีลักษณะเช่นนี้หรือไม่? เป็นคนใจอ่อน ใจง่าย ไม่หนักแน่น ใครพูดอะไรก็เชื่อไปหมด เป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ตัดสินใจอะไรไม่เด็ดขาด มักทำอะไรเพื่อตามใจคนอื่นมากกว่าที่จะทำเพราะความพอใจตนเอง หรือทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องควรจะเป็น ใจของคุณจึงตกอยู่ใต้อิทธิพลของคนรอบข้างเสมอ ถ้ายิ่งมีจุดอ่อนมากเท่าใด ก็ยิ่งตกเป็นเครื่องมือของคนอื่นมากขึ้นเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่ใจอ่อน ก็จะตกอยู่ใต้อิทธิพลของลูก ลูกจะเอาอะไรก็ต้องสรรหามาให้ วัยรุ่นที่ใจอ่อนก็ต้องคอยตามใจเพื่อน เพื่อนจะชักจูงให้ทำอะไรก็ทำตาม คนใจอ่อนเมื่อทำงานก็คงเป็นหัวหน้าที่ดีไม่ได้ เพราะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรดี จึงจะเลิกเป็นคนใจอ่อนให้ใคร ๆ หลอก ให้เป็นทาสรับใช้ของเขาตลอดไป
คงจะต้องเริ่มต้นด้วยการค้นหาจุดอ่อนของตัวคุณเองให้พบเสียก่อน แล้วจึงทำการแก้ไข คุณที่รู้ตัวว่าเป็นคนใจอ่อน ลองสำรวจตัวเองว่ามีจุดอ่อนดังต่อไปนี้หรือไม่
1. คุณมีความรู้สึกผิดอยู่ในใจ ความรู้สึกผิดนี้เองเป็นจุดอ่อนที่ทำให้คุณพยายามทำในสิ่งต่าง ๆ เพื่อชดเชยความรู้สึกผิด เช่น พ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกจะรู้สึกผิดที่ทำหน้าที่ของพ่อแม่บกพร่องไม่ครบถ้วน ไม่สมบูรณืแบบจึงชดเชยด้วยการปรนเปรอลูกด้วยสิ่งของหรือตามใจมากเกินไปจนลูกเคยตัวและเสียนิสัย ทั้งที่ความจริงแล้ว พ่อแม่ไม่ได้เจตนาจะสร้างนิสัยเช่นนั้นให้กับลูก
2. คุณกลัวความขัดแย้งและกลัวว่าคนอื่นจะโกรธ กลัวคนอื่นจะไม่พอใจ ความกลัวแบบนี้เป็นจุดอ่อนทำให้คุณต้องเป็นฝ่ายยอมให้คนอื่นอยู่ร่ำไป ไม่กล้าขัดใจใคร ทั้งที่บางครั้งก็เป็นเรื่องที่คุณต้องฝืนใจอย่างที่สุด เช่นภรรยาที่สงสัยว่าสามีจะนอกใจ แต่ไม่กล้าซักถามเพราะกลัวสามีโกรธพาลทะเลาะกันให้อายลูก ๆ อายคนในบ้านใกล้เรือนเคียง เลยต้องทนทุกข์ระทมขมขื่นอยู่คนเดียว อย่างนี้เป็นต้น
3. คุณเป็นคนขี้สงสาร ใครมาขอให้ช่วยก็ช่วยเขาไปหมด ใครมาเล่าความทุกข์ความลำบากให้ฟังก็เชื่อเขาง่าย ๆ ให้เงินเขาไปง่าย ๆ โดยไม่ทันพิจารณาก่อนว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ บางคนมีจุดอ่อนที่เห็นน้ำตาเป็นไม่ได้ เช่นลูกร้องไห้อยากได้ของเล่นก็ต้องรีบหาซื้อให้ เพราะแพ้น้ำตาของลูก หรือคนที่เรารัก
4. คุณเป็นคนชอบคำเยินยอชอบให้ใครมาปรนนิบัติเอาใจ ใครมาทำดีกับคุณพูดดีกับคุณหน่อย คุณก็ยอมเขาไปหมดโดยไม่หยุดคิดเลยว่าคนนั้นเขาจริงใจกับคุณแค่ไหน ถ้าคุณมีจุดอ่อนแบบนี้ คุณจะถูกหลอกใช้หรือถูกหลอกเอาทรัพย์สินไปได้ง่ายมาก
5. คุณกลัวคนอื่นจะไม่ชอบคุณ เป็นความจริงที่คนหลาย ๆ คนกลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะเป็นคนที่ไม่มีใครรัก ไม่มีใครชอบ ไม่มีเพื่อนเลยต้องพยายามตามใจคนอื่นให้มากเข้าไว้เพื่อเขาจะได้พอใจ ชอบใจและไม่เกลียดคุณ แต่จุดอ่อนแบบนี้จะทำให้คุณต้อสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
6. คุณกลัวภัยอันตราย นี่เป็นจุดอ่อนสำคัญ ถ้าคุณเป็นคนขวัญอ่อนถูกใครข่มขู่เข้าหน่อย กลัวมาก บางครั้งคุณจึงต้องยอมทำตามคำขู่มากกว่าจะกล้าทำในสิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้อง ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง
7. คุณกลัวเพื่อนร่วมงานของคุณจะไม่พูดด้วย เพราะบางคนให้ความสำคัญกับเพื่อนคนใดคนหนึ่งมากจนเกินไป จึงต้องคอยตามใจเพื่อนกลัวว่าถ้าทำให้เพื่อนโกรธแล้วเพื่อนจะไม่พูดด้วย ตามความเป็นจริงแล้วเพื่อนนั้นมีหลายคน ถ้าไม่พูดด้วยสักคนก็ไม่เห็นน่าจะเดือดร้อนที่ตรงไหน ทำตัวตามสบายดีกว่า หายโกรธแล้วก็คงพูดกันเองคบกันเป็นเพื่อนต่อไปได้
8. คุณไม่กล้าที่จะทำสิ่งที่แตกต่างไปจากคนอื่นเพราะกลัวว่าจะทำผิด จุดอ่อนนี้จะทำให้คุณต้องเป็นผู้ตามไปตลอดชีวิต คุณคงลืมคิดไปว่า บางครั้งสิ่งที่คนอื่น ๆ เขาทำกันนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกเสมอไปก็ได้ ถ้าคุณเอาแต่คล้อยตามเขาไปโดยไม่คิด คุณก็อาจจะพลอยทำผิดตามไปด้วย และที่สำคัญคุณจะไม่มีความภาคภูมิใจ และไม่มีศักดิ์ศรีในตัวเองเลย
จุดอ่อนที่ทำให้คุณเป็นคนใจอ่อนทั้ง 8 ข้อที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คุณอยู่ในข้อไหนบ้าง ถ้าไม่มีเลยคุณก็เป็นคนใจแข็งอย่างน่าชมเชย แต่ถ้าคุณเป็นคนใจอ่อน ก็อย่าเพิ่งตกใจ ยังมีทางแก้ไขได้ดังนี้
คุณลองถามใจของคุณดูว่า คุณมีความสุขดีอยู่หรือที่ต้องยอมฝืนใจตัวเอง แล้วตามใจใครต่อใครอยู่เรื่อย ๆ คุณชอบหรือที่จะให้ใคร ๆ หลอกใช้คุณ หรือมีอิทธิพลเหนือคุณ ถ้าคุณไม่ชอบ ไม่พอใจ และไม่มีความสุข คุณจะมีวิธีปฏิเสธไม่ยอมตามใจใครอย่างไร เช่น ถ้าลูกคุณร้องไห้รบเร้าให้ซื้อของเล่น คุณจะรีบเดินหนีไปที่อื่น หรือถ้าเพื่อนชวนหนีโรงเรียน คุณจะปฏิเสธว่าไม่ไปเพราะไม่ชอบ เป็นต้น เมื่อคิดวางแผนแล้วว่าจะพูดจะทำอย่างนี้แล้ว ก็ควรทำให้ได้ตามที่คิดไว้ด้วย
เมื่อทำครั้งนี้สำเร็จ คุณจะเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองที่ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจใคร รู้สึกว่าศักดิ์ศรีคุณกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จำความรู้สึกนี้ไว้ เพื่อเป็นกำลังใจให้คุณไม่ใจอ่อนอีกในคราวหน้า
คุณต้องไม่ลืมว่า คนที่ใจอ่อนชอบตามใจคนอื่นถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่ใคร ๆ ชอบก็จริง แต่ก็จะเป็นคนที่ไม่มีใครเกรงใจ เพราะฉะนั้นเลิกใจอ่อนเสียที ทำตัวให้คนอื่นเกรงใจดีกว่า คนอื่นอาจชอบคุณน้อยไปหน่อย แต่ก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นคน เป็นตัวของตัวเองดีกว่าเป็นไหน ๆ
คิดอย่างไรไม่ให้เครียด
เมื่อปัญหากระตุ้นให้เกิดความเครียด การลดความเครียดจึงจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีคิดที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งวิธีคิดที่เหมาะสมได้แก่
1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าเอาจริงเอาจัง เข้มงวดจับผิด หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะและที่สำคัญควรรู้จักการให้อภัยก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง
2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่าย ๆ ไม่ด่วยสรุปอะไรง่าย ๆ ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่าย ๆ แล้ว ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปได้อีกด้วย
3 . คิดหลาย ๆ แง่มุม มองหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี พึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกอย่างมีข้อดีและข้อไม่ดีประกอบกันทั้งสิ้น จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เขาเรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. คิดแต่เรื่องดี ๆ เพราะหากว่าเราคิดแต่เรื่องร้าย ๆ เรื่องความล้มเหลวผิดหวังหรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดี ๆ ให้มาก ๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้สบายใจมากขึ้นด้วย
5 . คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เปิดใจให้กว้างรับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปของคนอื่นและคนใกล้ชิด ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นในสังคม บางครั้งจะพบว่า ปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับปัญหาของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะทำให้เครียดน้อยลง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และยิ่งถ้าสามารถช่วยให้ผู้อื่นแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว
1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าเอาจริงเอาจัง เข้มงวดจับผิด หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะและที่สำคัญควรรู้จักการให้อภัยก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง
2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่าย ๆ ไม่ด่วยสรุปอะไรง่าย ๆ ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่าย ๆ แล้ว ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปได้อีกด้วย
3 . คิดหลาย ๆ แง่มุม มองหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี พึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกอย่างมีข้อดีและข้อไม่ดีประกอบกันทั้งสิ้น จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เขาเรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. คิดแต่เรื่องดี ๆ เพราะหากว่าเราคิดแต่เรื่องร้าย ๆ เรื่องความล้มเหลวผิดหวังหรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดี ๆ ให้มาก ๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้สบายใจมากขึ้นด้วย
5 . คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เปิดใจให้กว้างรับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปของคนอื่นและคนใกล้ชิด ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นในสังคม บางครั้งจะพบว่า ปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับปัญหาของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะทำให้เครียดน้อยลง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และยิ่งถ้าสามารถช่วยให้ผู้อื่นแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว
ขอนุญาติระบายนิดนึงครับ
เคยโดนธ.กรุงเทพ แบบแย่แย่มา3ครั้งแล้ว ทั้งที่ชีวิตผมแทบจะผูกขาดกับแบงค์นี้ ก็ทั้งเข้าเงินเดือน ทั้งผ่อนบ้าน ก็ที่นี่แหละ -ที่วิภาวดี ท่านผู้จัดการ(ไม่รู้ว่าใช่ตำแหน่งมันใหมแต่สุดแอ๊ค เลย)เดินตรวจลูกค้าเขียนสลิป แล้วไล่เพื่อนผมให้ไปฝากอัตโนมัติกระแนะกระแหนว่ามารอคิวทำไมให้เสียเวลาเปล่า (อันนี้เป็นปีๆแล้ว แต่ภาพมันฝังใจ) -ที่ห้างแถวอโศกดินแดง ผมต้องจ่ายค่ารายปีบัตรATM 2ใบ ทั้งๆที่ทำใบเดียว บังคับให้เราทำเรื่องยกเลิกบัตรใบที่สองที่เราไม่ได้ทำด้วยเรียกเงินคืนค่าบัตรก็ไม่ได้ แถมบอกว่าทำเรื่องวันนี้ไม่ทันให้มาใหม่วันรุ่งขึ้น ผมต้องจ้องหน้าแล้วบอกว่าพรุ่งนี้ไม่มาอีถึงจะทำให้ ถ้าจิตไม่แข็งสงสัยต้องเปลืองน้ำมันมายกเลิกบัตรอีกรอบแน่ -ครั้งที่สาม ห้างแถวรามอินทรา ไปอัพบุคแล้วสมุดบัญชีจะหมดเล่ม พนักงานสาวบอกว่าจะเปลี่ยนให้ใหม่ (โอ้เธอช่างประเสริธจริง ผมคิด) แต่เธอขอให้ช่วยถอนเงินบางส่วนมาซื้อประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ พร้อมเสนอรายละเอียดประกัน พอผมบอกว่ายังไม่เอาหรอก เธอก็คืนสมุดเงินฝากที่จะหมดเล่มให้โดยไม่ทำสมุดเล่มใหม่ให้ !... หลังจากนั้นผมตัดสินใจทำปิดบัญชีBBLมันทุกเล่ม.. ก็ใครมันจะไปทนไหว!!! ใครมีประสพการณ์กับบริการแบบนี้เชิญร่วมเล่าสู่กันครับ
สำหรับแฟนคลับman_u
วันนี้คุณมีเบอร์ทักษิณหรือยัง !!!!!!

ผมอ่านเจอข่าวที่นายจอม สัมภาษณ์ท่านทักษิณ ออกอากาศทางวิทยุ อสมท. เมื่อวานนี้ เนื้อหาในคำให้สัมภาษณ์อ่านดูแล้วผมยังมีคำถามคาใจอยู่หลายข้อ แต่มาสะดุดที่ประโยคนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า “ผมพร้อมเจรจากับทุกคน คิดดูขนาดคนอย่างคุณจอมยังติดต่อผมได้ แล้วคนที่มีอำนาจในประเทศ จะติดต่อผมไม่ได้หรือ ขนาดคนขับแท็กซี่ ตำรวจชั้นผู้น้อยยังมีเบอร์ผม โทรมาผมก็คุย ผมคุยกับทุกคน แต่คนเดียวที่ไม่มีเบอร์ผมก็คือ คนในทำเนียบรัฐบาล ยืนยันผมคุยกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นนายกฯ หรือรองนายกฯแม้ว่าจะหน้าดำผมก็คุย” โอ้...ท่านจะคุยกับทุกคนที่โทรไปคุยกับท่านจริงหรือ !!! ถ้าจริง ผมนี่แหละจะโทรไปหาท่านเอง จะได้เคลียเรื่องที่ค้างคาใจหลายๆข้อ ไม่ต้องไปถามคนอื่นให้มากความ ถามกับท่านนี่แหละ...ตรงตัวดี ไม่แน่นะ ถ้าท่านตอบได้ดีมีเหตุผล ผมอาจจะเข้าร่วมก๊วน เป็นผู้สนับสนุนท่านอีกคนก็ได้ ปัญหาเดียวตอนนี้คือผมติดต่อท่านไม่ได้นี่สิครับ ท่านบอกว่า ขนาดคนขับแท็กซี่หรือตำรวจชั้นผู้น้อยยังมีเบอร์ท่าน แสดงว่าพี่น้องเสื้อแดงส่วนใหญ่ก็น่าจะมีเบอร์ท่าน พี่น้องเสื้อแดงท่านใดมีเบอร์ท่านทักษิณ ได้โปรดบอกผมด้วยเถอะครับ ผมอยากจะเข้าพวกด้วย ขอเพียงแต่ผมได้พิสูจน์ว่าผู้นำคนนี้พูดจริงที่ว่า "...มีเบอร์ผม โทรมาผมก็คุย ผมคุยกับทุกคน" แต่...ถ้าผมประกาศหาเบอร์ท่านที่นี่แล้ว ไม่มีพี่น้องเสื้อแดงคนใด ให้เบอร์ผมได้ มันจะยิ่งตอกย้ำให้ผมมั่นใจได้เต็มเปี่ยมว่า...ท่านมันคือ จอมลวงโลก ย่อมทำให้เชื่อได้ว่าทุกสิ่งที่ท่านได้โฟนอิน หรือให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ ก็คือคำให้การเล่นลิ้นของคนลวงโลกคนนึง ไม่มีสาระ หรือความน่าเชื่อถือใดๆ
และพี่น้องเสื้อแดงของผม ถ้าท่านไม่มีเบอร์ของผู้นำของท่าน...ท่านก็น่าจะคิดเองได้แล้วนะครับ
และพี่น้องเสื้อแดงของผม ถ้าท่านไม่มีเบอร์ของผู้นำของท่าน...ท่านก็น่าจะคิดเองได้แล้วนะครับ
แนะนำตัวคัฟ
เราชื่อว่า น.ส.วัลคุ์วดี พลไชย
เล่นๆ มิวสิค,มิวส์
e-mail man_u_music@hotmail.com
เรียนอยู่ ร.ร.อาเวมารีอา ม.5 /1เลขที่32
ผู้แนะนำ ครูวีระชน ไพสาทย์
*เป็นครูผู้สอนที่หน้าตาดีที่สุด*
เล่นๆ มิวสิค,มิวส์
e-mail man_u_music@hotmail.com
เรียนอยู่ ร.ร.อาเวมารีอา ม.5 /1เลขที่32
ผู้แนะนำ ครูวีระชน ไพสาทย์
*เป็นครูผู้สอนที่หน้าตาดีที่สุด*
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

